ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซด์ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง
หน้าหลัก
 
 

TruehitsWebRank

TruehitsWebScore

TruehitsWebStat

Links

















Organic Shrimp









Individual



 หน่วยปฏิบัติการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการทำฟาร์มเพาะฟักและเลี้ยงหอยหวานเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร

 

 
 
 
“ปลาซาบะ” เจ้ามาแต่หนใด ??? PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย Webmaster   
Monday, 05 January 2009

เขียนโดยอดุลย์ แมเร๊าะ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสตูล โทร.074-783 347 กุมภาพันธ์ 2552

Image

          Imageปัจจุบันนี้คนไทยเราหันมาให้ความสนใจในอาหารสุขภาพกันมากขึ้น และอาหารประเภทโปรตีนที่จัดว่าเกาะติดกระแสของอาหารสุขภาพ คงหนีไม่พ้นอาหารประเภทปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาทะเล เนื่องจากอุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดที่เรียกว่าโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างมากประการ
          ปลาทะเลที่พวกเราส่วนมากคุ้นตากันดี เพราะเห็นได้บ่อยก็มักจะเป็น ปลาทู ปลาลัง ปลาโอ ปลากะพงขาว ปลาตาโต และปลาทะเลอีกสารพัดชนิด ซึ่งมักจะเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลแถบบ้านเรานี่แหละครับ
          แต่พอระยะหลังมานี่ เป็นยุคที่เค้าเรียกว่า “การค้าเสรี”
          สมดังที่หลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนราม ฯ ที่ว่า
          ใครใคร่ค้าช้าง ค้า ใครใคร่ค้าม้า ค้า

          ใครใคร่ค้าปลา ค้า ส่วนใครที่ใคร่ค้ายาบ้า.....เอ่ออออ ก็ได้โปรดเตรียมตัวติดตะรางก็แล้วกัน แถมโดนยึดทรัพย์อีกต่างหาก !!! 
         ก็เป็นอันว่า ยุคสมัยนี้ปลาต่างด้าวต่างภาษาได้เดินพาเหรดรุกคืบเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราหลากชนิดหลายยี่ห้อ 
         ผมไม่ขอพูดถึงปลาแพงๆ หยั่งปลาแซลมอน ซึ่งคน(ไทย)ที่มีกะตังค์เหลือใช้ เค้านิยมซื้อหามารับประทานกัน แต่กำลังจะพูดถึงปลาต่างประเทศชนิดหนึ่งที่มีราคาติดดิน พอที่ชาวบ้านร้านช่องธรรมดา ๆ จะมีปัญญาซื้อกินกัน
         นั่นก็คือ “ปลาซาบะ” นั่นเอง
         ตัวผมเองก็มักจะชอบจ่ายตลาด ซื้อกับข้าวกับปลาด้วยตัวเองออกบ่อย
        
ยังจำได้ว่าตอนที่ประสบพบเจอกะ “ปลาซาบะ” นี้เป็นครั้งแรกในตลาดสดเมื่อหลายปีก่อนโน้น
         ด้วยว่าไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน ก็เลยเอ่ยปากถามแม่ค้าที่กำลังเมาท์กับเพื่อนแม่ค้าด้วยกัน ถึงละครช่องสามเมื่อคืนที่ผ่านมาอย่างออกรส
         “นี่มันปลาอะไรกันครับ แม่ค้าคนสวย ?” พลางนึกในใจว่า วันนี้หัดพูดปดตั้งแต่เช้าเลยแฮะเรา สวยเสยที่ไหนกัน หน้าตาของแกดูยังกับนางยักษ์ปวดท้องคลอด
         “ปลาซาบะค่ะ พ่อรูปหล่อ ลองซื้อไปชิมดูสิ อร่อยนะคะ จะเอาไปย่างหรือทอดก็อร่อยดี” แม่ค้าจีบปากจีบคอเฉลยให้ทราบ พร้อมกับโบกมือกับเพื่อนที่กะลังเมาท์กันมันได้ที่ เป็นเชิงว่า ขอเวลานอกแป็บนึง เดี๋ยวขายปลาให้พ่อหนุ่มคนนี้เสร็จแล้ว เราค่อยมาคุยกันต่อ
          (ปากชมว่าพ่อรูปหล่อ แต่ในใจแกอาจจะกำลังนินทาผมอยู่ว่า หล่อที่ไหนกัน น่าตายังกะปลากระเบนโดนรถร่วม ขสมก. ทับ ฉันแกล้งชมเพื่อให้แกซื้อปลาต่างหากย่ะ! -เป็นอันว่าหายกัน คือผมแอบค่อนขอดแม่ค้าแกอยู่ในใจ ฝ่ายแกก็สวนตอบอยู่ในใจเช่นเดียวกัน)
          ผมตัดสินใจซื้อปลาซาบะนั่นมาสองตัว กลับถึงบ้านก็เอ่ยปากสั่งภรรเมียทันที
          “นี่เธอ ช่วยจัดการย่างปลาสองตัวนี่เสียโดยไว อย่าได้พิรี้พิไรชักช้าทำให้เสด็จพี่มีน้ำโห และระหว่างที่รอปลาสุก ก็ทำน้ำจิ้มแซ่บๆ ไว้จิ้มปลาย่างนั่นด้วยล่ะ”
          พอปลาสุกได้ที่ น้ำจิ้มพร้อม มีผักสดเป็นเครื่องเคียงนิดนึง กินกะข้าวสวยร้อนๆ ควันกรุ่น
          “อืม ! สุดยอด จริง ๆ”
           แต่ก็ทราบมาว่า มีบางคนไม่ชอบกินเจ้าปลาซาบะนี่ เมียผมคนนึงล่ะที่ติดอยู่ในกลุ่มนี้ คุณเธอติว่าไม่ชอบกลิ่นของมัน ด้วยว่ามันรู้สึกหืนๆแปลกพิกล
           แต่ส่วนมากเท่าที่ผมเห็น คนปกติทั่วไปมักจะชอบกินเจ้าปลายี่ห้อนี้นี่กันทั้งนั้น (นี่ไม่ได้หมายความว่าเมียผมเป็นคนไม่ปกตินะครับ หล่อนเพียงแค่ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปเท่านั้นแหละ) 
          ตัวผมเองกินปลาซาบะมาก็หลายศพจนนับไม่ถ้วนแล้ว ตอนหลังนี่ชักจะอยากรู้ซะแล้วว่า นาม –ซาบะ- นี้ท่านได้แต่ใดมา เห็นชื่อออกแนวญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ไม่ทราบว่ามีประวัติความเป็นมาบู๊โลดโผนขนาดไหน
          ลองเอ่ยปากถามใคร ๆ ดูสองสามราย ก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้
          สุดท้ายเลยต้องพึ่งเพื่อนเก่าเจ้าประจำ คือ ไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ก็พอจะประมวลมาเล่าให้พวกเราฟัง ดังนี้

          ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่น่าเวียนหัวกันก่อน ด้วยว่ามีภาษาฝรั่งปนเข้ามาเยอะหน่อย เผื่อใครรำคาญก็อ่านข้าม ๆ ส่วนที่มันเป็นภาษาต่างด้าวไปบ้างก็ไม่ว่ากัน
          ปลาซาบะที่เราเรียกขานกันอยู่นี่ จัดอยู่ใน Genus หรือวงศ์ Scomber ปลาที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็เช่น ปลาจำพวก Mackerel ทั้งหลายแหล่
          ปลาสัญชาติไทยเราที่ฝรั่งจัดให้อยู่ในกลุ่มแมคเคอเรลด้วยกันก็เช่น ปลาทู ปลาอินทรีย์ เป็นอาทิ 
          หลายคนอาจจะสงสัยที่มาของชื่อ “ปลาซาบะ” ว่าได้ชื่อมาจากไหนกัน ? ซึ่งก็คงพอจะเดาออกว่าน่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่น   ถูกต้องแล้วครับ คนญี่ปุ่นเรียกปลาพวก mackerel ทั้งหลายว่า “ปลาซาบะ” เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ว่า さば 
          ผมเข้าใจเอาว่าชื่อหลายชื่อ ที่ออกแนวญี่ปุ่น ญี่ปุ่น นั้น มันคงคุ้นลิ้นคนไทยดีอยู่แล้ว ออกเสียงได้ง่าย ลิ้นไม่พันกันจนเกินไป เช่น ซาชิมิ ซูชิ ซูซูกิ ฮิตาชิ ซากุระ อาโนเนะ ฯลฯ
          ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เราก็เลยยืมชื่อญี่ปุ่นเค้ามาใช้เรียกปลาพวกนี้ว่า “ซาบะ” ซะเลยจะเป็นไรไป
          ง่ายกว่าจะเรียกแบบฝรั่งว่า “ปลาแมคเคอเรล” เป็นไหน ๆ จริงมั้ยครับ ? 

          ชนิดของปลาซาบะและการแพร่กระจาย 
          จริง ๆ แล้ว ปลาซาบะ หรือแมคเคอเรล มันมีหลากหลายชนิดมากมายก่ายกอง แต่จะขอพูดถึงปลาซาบะซึ่งไทยเราสั่งนำเข้ามาขายกันในบ้านเราเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด ดังนี้

          ชนิดแรก ฝรั่งเค้าเรียกว่า Atlantic mackerel ชื่อวิทยาศาสตร์ของเจ้าตัวนี้ คือ Scomber scombrus

Image

ตัวนี้คือ Atlantic mackerel
(Picture from http://www.imr.no/__data/page/5312/makrell_tsh.jpg)

          ถ้าดูเอาตามชื่อของมัน เราก็คงพอจะเดาออกว่า มันต้องอาศัยอยู่แถบมหาสมุทรแอตแลนติกแน่ๆ  โดยมีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตหนาว คือ มหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ
         
กางแผนที่โลกเทียบเคียงดู พบว่ามีชุกชุมอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา เลาะไปจนถึงแคนาดา
           หากข้ามมาอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก(เหนือ)ที่มีปลาชนิดนี้เยอะ ก็จะเป็นแถบส่วนเหนือของทวีปแอฟริกา ไล่เรียงขึ้นไปทางทวีปยุโรป จนถึงแถบสแกนดิเนเวีย

          ชนิดที่สอง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scomber japonicus  ส่วนชื่อสามัญของเจ้าตัวนี้ ฝรั่งเค้าเรียกขานกันว่า Chub mackerel หรือบางคนเรียกว่า Pacific mackerel

Image

หน้าตาของ Pacific Mackerel  
(Picture from http://investigacion.izt.uam.mx/ocl/Peces/Fotos/)

          ที่อยู่อาศัยของมัน ก็คงเดาได้ไม่ยากอีกนั่นแหละว่า มันก็คงหนีไม่พ้นที่ว่าคงต้องอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกแหง ๆ ชัวร์ป๊าด  พบว่ามีแหล่งแพร่กระจายเป็นพื้นที่กว้างกว่าชนิดแรก
          ไล่เรียงดูในแผนที่แล้วพบว่า แพร่กระจายอยู่แถบประเทศสหรัฐอเมริกาทางฝั่งตะวันตก คือ ด้านที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก  และยังมีชุกชุมเลาะเรียงลงมาทั้งแถบของทวีปอเมริกาใต้
          ส่วนในมหาสมุทรอินเดีย ก็พบปลาชนิดนี้เยอะในซีกตะวันออกของทวีปแอฟริกา เลาะไปจนถึงแถบทะเลอาราเบีย รวมทั้งประเทศปากีสถาน  อินเดีย  ศรีลังกา 
          และยังพบมากที่บริเวณรอบเกาะประเทศออสเตรเลีย  รวมทั้งแถบชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศจีน ไล่ขึ้นเหนือไปยังประเทศเกาหลี  ญี่ปุ่น  จนจรดฝั่งตะวันออกของรัสเซีย

          ชนิดที่สาม  ชื่อวิทยาศาสตร์ก็คือ Scomber australasicus  ส่วนมนุษย์ทั่วไปเรียกว่า  Blue mackerel  
          คนญี่ปุ่นเรียกชื่อปลาชนิดนี้เจาะจงลงไปว่า “โกมาซาบะ” (Goma Saba)

Image

และเจ้านี่ก็คือ Blue Mackerel
(Picture from http://fishing-forum.org/cgi/zukan/img/011484.jpg)

          พบแพร่กระจายอยู่ในบริเวณน่านน้ำของเม็กซิโก  หมู่เกาะฮาวาย  ในเขตทะเลแดงรวมทั้งอ่าวเปอร์เซีย  ยังพบมากในแถบประเทศญี่ปุ่น  ตอนใต้ของออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์

อาหารและถิ่นอาศัย

          ปลาซาบะทั้งสามชนิดตามที่กล่าวมานั้น  จัดเป็นปลาผิวน้ำที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ในเขตฝั่งทะเล  กินอาหารจำพวกลูกกุ้งลูกปลาขนาดเล็ก (แน่นอนอยู่แล้วว่า ลูกกุ้งลูกปลาที่ไหนมันจะมีขนาดใหญ่ฟะ !)
          และถ้าเจอกะลูกปลาหมึก พวกมันก็ไม่รังเกียจที่จะกินเข้าไปด้วย รวมทั้งยังกินพวกแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น โคพีพอด เป็นอาทิ
          จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนี้ เริ่มประสบปัญหาเกี่ยวกับประชากรปลาซาบะพวกนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสาเหตุเดิมๆ คือ มีการทำการประมงกันมากเกินไปนั่นเอง  เกิดไม่ทันคนกิน ว่างั้นเหอะ
          เฮ้อ! ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้ว เป็นได้ล้างผลาญไปเสียทุกอย่างสิน่า

ประเทศและปริมาณการนำเข้าปลาซาบะ

          แล้วปลาซาบะที่ขายกันอยู่ในบ้านเรานั้น เรานำเข้ามาจากประเทศไหนบ้าง ?
          ได้ไปค้นข้อมูลของกรมศุลกากร  พบว่า
          ประเทศไทยเรานำเข้าปลาซาบะจากปากีสถานมากที่สุด
          รองลงมาก็คือ ญี่ปุ่น  ตามติดมาด้วยอินเดีย  และจีนตามลำดับ
          ส่วนประเทศที่เราสั่งนำเข้าปลาซาบะจำนวนไม่มากนัก ที่น่าสนใจก็เช่น นอร์เวย์ แคนาดา อังกฤษ เดนมาร์ก เป็นต้น 
          จะเห็นได้ว่า คนไทยเรานี่ก็มีกะตังค์ไปซื้อปลาของฝรั่งเค้ามาบริโภคด้วยนะ 

          นอกจากบรรดาคุณหญิงคุณนายไฮโซไฮซ้อ ที่พากันไปอุดหนุนฝรั่ง โดยการช้อปสินค้าแบรนด์เนมกันอย่างหูดับตับไหม้ ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์วิตตอง เอย  กุชชี่ เอย  ชาเนล เอย  และอีกสารพัดยี่ห้อ ซึ่งเอ่ยนามมาแล้ว ทำเอาคนประเภทเวรี่โลโซอย่างผมไม่รู้จัก

           ดังนั้น การที่พี่ไทยเราจะไปซื้อปลาซาบะของฝรั่งเค้ามาบริโภคเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ก็คงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงไปสักกี่มากน้อย  ด้วยว่าราคาของมันถูกแสนถูกยิ่งกว่าปลาในบ้านเราเองซะอีก
           มาลองดูว่าบ้านเราสั่งซื้อซาบะรวม ๆ แล้วปีละกี่กิโลกี่ขีดกัน
           ดูจากข้อมูลกรมศุล ฯ เจ้าเก่าอีกนั่นแหละ ได้ความว่า ปริมาณการนำเข้าปลาซาบะ เมื่อปี พ.ศ.2544  จำนวน 20,000 ตันเศษ  สามปีถัดมา คือ ปี 2545-2547 ก็ยังรักษาปริมาณอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จนมาขยับขึ้นเป็น 35,000 ตัน เมื่อปี 2548  และถัดมาอีกปี คือ ปี พ.ศ.2549 ปริมาณการนำเข้าปลาซาบะพุ่งพรวดขึ้นเป็น 66,000 ตัน  ส่วนปี 50 และ 51 นั้นไม่ทราบ เพราะข้อมูลล่าสุดมีอยู่เท่านี้ครับ
           อืม ! 66,000 ตัน หรือ  66 ล้านกิโลกรัมนี่ มันเยอะนะครับ
           แต่ผมสันนิษฐานเอาเองว่า ปลาซาบะที่นำเข้าเหล่านั้น เราไม่ได้บริโภคเองภายในประเทศเสียทั้งหมด  คงจะมีบางส่วนที่เอามาแปรรูป เช่น ทำเป็นปลากระป๋อง แล้วส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกทีนึง 
           และในจำนวนปลานำเข้าเหล่านี้ บางส่วนประเทศไทยเป็นทางผ่านของการนำเข้า โดยเราส่งต่อออกไปขายยังประเทศที่ 3 อีกทอดนึง เช่น ประเทศ  มาเลเซีย ลาว  และสิงคโปร์ เป็นต้น
           ยกตัวอย่าง ในปี 2549 ไทยเรานำเข้าปลาซาบะรวม 66,000 ตัน  แต่ส่งออกต่อไปยังประเทศที่สามราว 3,000 ตัน  คิดเป็น 4.5 % เมื่อเทียบกับปริมาณที่นำเข้าทั้งหมด
           ปลาซาบะที่นำเข้ามาในบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วสั่งนำเข้ามาในรูปของปลาแช่แข็ง (Frozen) ทั้งตัว แบบที่เราเห็นตามแผงขายปลาในตลาดสดหรือในห้างค้าปลีกทั้งหลายนั่นแหละครับ
           บางส่วนก็จะนำเข้ามาในรูปของปลาสดแช่น้ำแข็งแบบที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า Fresh or chilled  ซึ่งปลาสดแช่น้ำแข็งนี้นำเข้าในปริมาณที่น้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1 % เท่านั้นเมื่อเทียบกับปริมาณทั้งหมด  โดยปลาที่นำเข้าในรูปแบบนี้มันจะมีสภาพสดและน่ารับประทานกว่าแบบแรก  คิดว่าปลาพวกนี้เค้าคงไปปรุง ขายให้แก่ให้ลูกค้าที่มีกะตังค์หรือที่เรียกกันว่าลูกค้าระดับบน ตามภัตตาคารหรือห้องอาหารในโรงแรมชั้น 1 เค้าบริโภคกัน (ส่วนผู้ที่พักโรงแรมมารวย ฯ แบบพวกเรา ไม่ได้แอ้ม)
           แน่นอนว่าราคาปลาแช่น้ำแข็ง ก็ต้องแพงกว่าปลาแช่แข็งกันหน่อยนึง

ราคาปลาซาบะ

        เรามาพูดถึงราคาของปลาซาบะกันหน่อย
           จากข้อมูลของกรมศุลกากร 
           ผมลองจิ้มเครื่องคิดเลขคำนวณดูแล้ว พบว่าราคาเฉลี่ยของปลาซาบะที่นำเข้ามาในบ้านเรานั้น ตกที่ราคาประมาณราว 29 – 37 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เท่านั้น
           ซึ่งราคาที่ว่านี้ รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่นครบหมดทุกอย่างแล้ว แบบที่ภาษาทางศุลกากรเค้าเรียกว่า ราคาแบบ CIF (Cost, Insurance and Freight)
           ซึ่งหมายถึงราคาที่ผู้ส่งออกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คือ
           ราคาสินค้า + ค่าจัดส่งถึงผู้ซื้อ + ค่าประกันภัยสินค้าเสียหายในขณะขนส่ง 
           หรือพูดอีกอย่างว่าราคานี้ คือ ราคาที่สินค้าเข้ามาเทียบที่ท่าเรือคลองเตยแล้ว 
           อืม! ทำไมราคาปลาซาบะมันช่างถูกแสนถูกหยั่งงี้ ?
           มิน่าล่ะ ถึงได้สั่งนำเข้ากันอย่างมากมายก่ายกองดังว่า

เคล็ดลับในการเลือกซื้อปลาซาบะ

          ด้วยว่าปลาซาบะนั้น มันมีอยู่ 3 ชนิดดังกล่าวมาแล้ว  หลายท่านอาจจะถามว่าแล้วจะเลือกซื้อแบบไหนดี ?
          จากข้อมูลที่ผมมีอยู่ หากเราสามารถเลือกได้ เค้าบอกว่าซาบะชนิดแรกที่ชื่อว่า Atlantic mackerel นั่นล่ะ ดีกว่าใครเพื่อน
          ทั้งนี้เนื่องจากมันมีกรดไขมันสะสมอยู่สูงสุดถึง 32 %  ซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัวสูงกับพวก Omega-3 ซึ่งมันจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน เป็นต้น
           วิธีสังเกตลักษณะของ Atlantic mackerel  ที่เห็นกันชัด ๆ คือ เส้นลายที่เป็นริ้ว ๆ พาดอยู่ทั่วแถบหลังของมันนั้น  มีลักษณะเข้มและชัดเจนมาก (ลองดูตามรูปสิครับ)  และปลาชนิดนี้ ราคาอาจจะสูงกว่าปลาซาบะสองชนิดที่เหลือนั่นหน่อยนึง ไม่มากนักหรอกครับ  ทั้งนี้เพราะมันขนส่งมาไกล เนื่องจากปลาพวกนี้มันอาศัยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเราไปไกลโข ค่าขนส่งจึงสูงกว่าเป็นของธรรมดา
           การนำปลาซาบะไปปรุงอาหาร ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นการปิ้งหรือย่าง ซึ่งก็มีวิธีการแตกต่างกันไป สูตรใครก็สูตรใครว่าจะย่างกันแบบไหน  ย่างเกลือ หรือพรมซีอิ๊ว หรือว่าจะหมักซ้อส แล้วแต่ใครจะชอบแบบใด
           บางคนก็บอกว่า เอาไปทำแกงมัสหมั่นก็อร่อยดีเช่นกัน  ผมเคยเอาไปทอดกิน ก็ใช้ได้ครับ
           จบแค่นี้ก่อน สวัสดีครับ

Image

          เปรียบเทียบให้เห็นโฉมหน้ากันชัด ๆ ระหว่าง  Atlantic mackerel (ตัวบนสุด) กับ Pacific mackerel (ตัวกลาง) และล่างสุด คือ Blue mackerel  ขอบอกว่าถ้าจะดูความแตกต่างโดยยึดเอาสีของปลานั้น คงจะใช้ไม่ได้ ด้วยในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง สภาพแวดล้อมโดยเฉพาะสภาพของแสงมันต่างกัน เลยทำให้สีของปลาแตกต่างกันไปด้วย

Image

          เจ้าซาบะสองตัวนี้ข้างบน ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม โดยส่งตรงมาจากสงขลา  ก่อนที่จะถูกห่อด้วยใบตองเพื่อขึ้นเตาย่าง ก็ชักรูปมาให้ดูเสียก่อนเป็นการอำลา  สังเกตดวงตาของมันดูช้ำ ๆ แห้ง ๆ พิกล คงเป็นเพราะโดนแช่แข็ง (Freeze) ในห้องเย็นอยู่นานก่อนที่จะมาถึงบ้านเรา ไม่ได้เป็นเพราะอดนอนเนื่องจากเที่ยวดึกแต่ประการใดไม่ ดูตามลักษณะ ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็น Pacific mackerel  โดยสังเกตุจากจุดกลม ๆ เล็ก ๆ บริเวณท้อง  ซึ่ง Atlantic mackerel จะไม่มีจุดลักษณะนี้

 

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 26 February 2009 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Google

 
 
 
 

ข่าวจาก Nicaonline
Warning: require(D:\ip1 icaonline.com\webboard\ssi.php) [function.require]: failed to open stream: No such file or directory in /home/nicaonline/domains/nicaonline.com/public_html/webboard/showtopics.php on line 1

Warning: require(D:\ip1 icaonline.com\webboard\ssi.php) [function.require]: failed to open stream: No such file or directory in /home/nicaonline/domains/nicaonline.com/public_html/webboard/showtopics.php on line 1

Fatal error: require() [function.require]: Failed opening required 'D:\ip1 icaonline.com\webboard\ssi.php' (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/nicaonline/domains/nicaonline.com/public_html/webboard/showtopics.php on line 1

 
 
 
Limks เอกสารวิชาการอื่นๆ
 ImagePhytoplankton at the Clemson  
 ImageFAO Aquaculture Statistics for 2006  
 ImageNet Vet 
 ImageBiosciences  
 ImageWAS online resources 
 ImageShrimpbase  
 Imagefreelibrary