ชนิดที่สอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scomber japonicus ส่วนชื่อสามัญของเจ้าตัวนี้ ฝรั่งเค้าเรียกขานกันว่า Chub mackerel หรือบางคนเรียกว่า Pacific mackerel 
หน้าตาของ Pacific Mackerel
(Picture from http://investigacion.izt.uam.mx/ocl/Peces/Fotos/)
ที่อยู่อาศัยของมัน ก็คงเดาได้ไม่ยากอีกนั่นแหละว่า มันก็คงหนีไม่พ้นที่ว่าคงต้องอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกแหง ๆ ชัวร์ป๊าด พบว่ามีแหล่งแพร่กระจายเป็นพื้นที่กว้างกว่าชนิดแรก
ไล่เรียงดูในแผนที่แล้วพบว่า แพร่กระจายอยู่แถบประเทศสหรัฐอเมริกาทางฝั่งตะวันตก คือ ด้านที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก และยังมีชุกชุมเลาะเรียงลงมาทั้งแถบของทวีปอเมริกาใต้
ส่วนในมหาสมุทรอินเดีย ก็พบปลาชนิดนี้เยอะในซีกตะวันออกของทวีปแอฟริกา เลาะไปจนถึงแถบทะเลอาราเบีย รวมทั้งประเทศปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา
และยังพบมากที่บริเวณรอบเกาะประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งแถบชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศจีน ไล่ขึ้นเหนือไปยังประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น จนจรดฝั่งตะวันออกของรัสเซีย
ชนิดที่สาม ชื่อวิทยาศาสตร์ก็คือ Scomber australasicus ส่วนมนุษย์ทั่วไปเรียกว่า Blue mackerel
คนญี่ปุ่นเรียกชื่อปลาชนิดนี้เจาะจงลงไปว่า “โกมาซาบะ” (Goma Saba)

และเจ้านี่ก็คือ Blue Mackerel
(Picture from http://fishing-forum.org/cgi/zukan/img/011484.jpg)
พบแพร่กระจายอยู่ในบริเวณน่านน้ำของเม็กซิโก หมู่เกาะฮาวาย ในเขตทะเลแดงรวมทั้งอ่าวเปอร์เซีย ยังพบมากในแถบประเทศญี่ปุ่น ตอนใต้ของออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์
อาหารและถิ่นอาศัย ปลาซาบะทั้งสามชนิดตามที่กล่าวมานั้น จัดเป็นปลาผิวน้ำที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ในเขตฝั่งทะเล กินอาหารจำพวกลูกกุ้งลูกปลาขนาดเล็ก (แน่นอนอยู่แล้วว่า ลูกกุ้งลูกปลาที่ไหนมันจะมีขนาดใหญ่ฟะ !)
และถ้าเจอกะลูกปลาหมึก พวกมันก็ไม่รังเกียจที่จะกินเข้าไปด้วย รวมทั้งยังกินพวกแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น โคพีพอด เป็นอาทิ
จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนี้ เริ่มประสบปัญหาเกี่ยวกับประชากรปลาซาบะพวกนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสาเหตุเดิมๆ คือ มีการทำการประมงกันมากเกินไปนั่นเอง เกิดไม่ทันคนกิน ว่างั้นเหอะ
เฮ้อ! ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้ว เป็นได้ล้างผลาญไปเสียทุกอย่างสิน่า
ประเทศและปริมาณการนำเข้าปลาซาบะ แล้วปลาซาบะที่ขายกันอยู่ในบ้านเรานั้น เรานำเข้ามาจากประเทศไหนบ้าง ?
ได้ไปค้นข้อมูลของกรมศุลกากร พบว่า
ประเทศไทยเรานำเข้าปลาซาบะจากปากีสถานมากที่สุด
รองลงมาก็คือ ญี่ปุ่น ตามติดมาด้วยอินเดีย และจีนตามลำดับ
ส่วนประเทศที่เราสั่งนำเข้าปลาซาบะจำนวนไม่มากนัก ที่น่าสนใจก็เช่น นอร์เวย์ แคนาดา อังกฤษ เดนมาร์ก เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า คนไทยเรานี่ก็มีกะตังค์ไปซื้อปลาของฝรั่งเค้ามาบริโภคด้วยนะ
นอกจากบรรดาคุณหญิงคุณนายไฮโซไฮซ้อ ที่พากันไปอุดหนุนฝรั่ง โดยการช้อปสินค้าแบรนด์เนมกันอย่างหูดับตับไหม้ ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์วิตตอง เอย กุชชี่ เอย ชาเนล เอย และอีกสารพัดยี่ห้อ ซึ่งเอ่ยนามมาแล้ว ทำเอาคนประเภทเวรี่โลโซอย่างผมไม่รู้จัก
ดังนั้น การที่พี่ไทยเราจะไปซื้อปลาซาบะของฝรั่งเค้ามาบริโภคเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ก็คงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงไปสักกี่มากน้อย ด้วยว่าราคาของมันถูกแสนถูกยิ่งกว่าปลาในบ้านเราเองซะอีก
มาลองดูว่าบ้านเราสั่งซื้อซาบะรวม ๆ แล้วปีละกี่กิโลกี่ขีดกัน
ดูจากข้อมูลกรมศุล ฯ เจ้าเก่าอีกนั่นแหละ ได้ความว่า ปริมาณการนำเข้าปลาซาบะ เมื่อปี พ.ศ.2544 จำนวน 20,000 ตันเศษ สามปีถัดมา คือ ปี 2545-2547 ก็ยังรักษาปริมาณอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จนมาขยับขึ้นเป็น 35,000 ตัน เมื่อปี 2548 และถัดมาอีกปี คือ ปี พ.ศ.2549 ปริมาณการนำเข้าปลาซาบะพุ่งพรวดขึ้นเป็น 66,000 ตัน ส่วนปี 50 และ 51 นั้นไม่ทราบ เพราะข้อมูลล่าสุดมีอยู่เท่านี้ครับ
อืม ! 66,000 ตัน หรือ 66 ล้านกิโลกรัมนี่ มันเยอะนะครับ
แต่ผมสันนิษฐานเอาเองว่า ปลาซาบะที่นำเข้าเหล่านั้น เราไม่ได้บริโภคเองภายในประเทศเสียทั้งหมด คงจะมีบางส่วนที่เอามาแปรรูป เช่น ทำเป็นปลากระป๋อง แล้วส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกทีนึง
และในจำนวนปลานำเข้าเหล่านี้ บางส่วนประเทศไทยเป็นทางผ่านของการนำเข้า โดยเราส่งต่อออกไปขายยังประเทศที่ 3 อีกทอดนึง เช่น ประเทศ มาเลเซีย ลาว และสิงคโปร์ เป็นต้น
ยกตัวอย่าง ในปี 2549 ไทยเรานำเข้าปลาซาบะรวม 66,000 ตัน แต่ส่งออกต่อไปยังประเทศที่สามราว 3,000 ตัน คิดเป็น 4.5 % เมื่อเทียบกับปริมาณที่นำเข้าทั้งหมด
ปลาซาบะที่นำเข้ามาในบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วสั่งนำเข้ามาในรูปของปลาแช่แข็ง (Frozen) ทั้งตัว แบบที่เราเห็นตามแผงขายปลาในตลาดสดหรือในห้างค้าปลีกทั้งหลายนั่นแหละครับ
บางส่วนก็จะนำเข้ามาในรูปของปลาสดแช่น้ำแข็งแบบที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า Fresh or chilled ซึ่งปลาสดแช่น้ำแข็งนี้นำเข้าในปริมาณที่น้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1 % เท่านั้นเมื่อเทียบกับปริมาณทั้งหมด โดยปลาที่นำเข้าในรูปแบบนี้มันจะมีสภาพสดและน่ารับประทานกว่าแบบแรก คิดว่าปลาพวกนี้เค้าคงไปปรุง ขายให้แก่ให้ลูกค้าที่มีกะตังค์หรือที่เรียกกันว่าลูกค้าระดับบน ตามภัตตาคารหรือห้องอาหารในโรงแรมชั้น 1 เค้าบริโภคกัน (ส่วนผู้ที่พักโรงแรมมารวย ฯ แบบพวกเรา ไม่ได้แอ้ม)
แน่นอนว่าราคาปลาแช่น้ำแข็ง ก็ต้องแพงกว่าปลาแช่แข็งกันหน่อยนึง
ราคาปลาซาบะ
เรามาพูดถึงราคาของปลาซาบะกันหน่อย
จากข้อมูลของกรมศุลกากร
ผมลองจิ้มเครื่องคิดเลขคำนวณดูแล้ว พบว่าราคาเฉลี่ยของปลาซาบะที่นำเข้ามาในบ้านเรานั้น ตกที่ราคาประมาณราว 29 – 37 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เท่านั้น
ซึ่งราคาที่ว่านี้ รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่นครบหมดทุกอย่างแล้ว แบบที่ภาษาทางศุลกากรเค้าเรียกว่า ราคาแบบ CIF (Cost, Insurance and Freight)
ซึ่งหมายถึงราคาที่ผู้ส่งออกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คือ
ราคาสินค้า + ค่าจัดส่งถึงผู้ซื้อ + ค่าประกันภัยสินค้าเสียหายในขณะขนส่ง
หรือพูดอีกอย่างว่าราคานี้ คือ ราคาที่สินค้าเข้ามาเทียบที่ท่าเรือคลองเตยแล้ว
อืม! ทำไมราคาปลาซาบะมันช่างถูกแสนถูกหยั่งงี้ ?
มิน่าล่ะ ถึงได้สั่งนำเข้ากันอย่างมากมายก่ายกองดังว่า
เคล็ดลับในการเลือกซื้อปลาซาบะ ด้วยว่าปลาซาบะนั้น มันมีอยู่ 3 ชนิดดังกล่าวมาแล้ว หลายท่านอาจจะถามว่าแล้วจะเลือกซื้อแบบไหนดี ?
จากข้อมูลที่ผมมีอยู่ หากเราสามารถเลือกได้ เค้าบอกว่าซาบะชนิดแรกที่ชื่อว่า Atlantic mackerel นั่นล่ะ ดีกว่าใครเพื่อน
ทั้งนี้เนื่องจากมันมีกรดไขมันสะสมอยู่สูงสุดถึง 32 % ซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัวสูงกับพวก Omega-3 ซึ่งมันจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน เป็นต้น
วิธีสังเกตลักษณะของ Atlantic mackerel ที่เห็นกันชัด ๆ คือ เส้นลายที่เป็นริ้ว ๆ พาดอยู่ทั่วแถบหลังของมันนั้น มีลักษณะเข้มและชัดเจนมาก (ลองดูตามรูปสิครับ) และปลาชนิดนี้ ราคาอาจจะสูงกว่าปลาซาบะสองชนิดที่เหลือนั่นหน่อยนึง ไม่มากนักหรอกครับ ทั้งนี้เพราะมันขนส่งมาไกล เนื่องจากปลาพวกนี้มันอาศัยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเราไปไกลโข ค่าขนส่งจึงสูงกว่าเป็นของธรรมดา
การนำปลาซาบะไปปรุงอาหาร ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นการปิ้งหรือย่าง ซึ่งก็มีวิธีการแตกต่างกันไป สูตรใครก็สูตรใครว่าจะย่างกันแบบไหน ย่างเกลือ หรือพรมซีอิ๊ว หรือว่าจะหมักซ้อส แล้วแต่ใครจะชอบแบบใด
บางคนก็บอกว่า เอาไปทำแกงมัสหมั่นก็อร่อยดีเช่นกัน ผมเคยเอาไปทอดกิน ก็ใช้ได้ครับ
จบแค่นี้ก่อน สวัสดีครับ

เปรียบเทียบให้เห็นโฉมหน้ากันชัด ๆ ระหว่าง Atlantic mackerel (ตัวบนสุด) กับ Pacific mackerel (ตัวกลาง) และล่างสุด คือ Blue mackerel ขอบอกว่าถ้าจะดูความแตกต่างโดยยึดเอาสีของปลานั้น คงจะใช้ไม่ได้ ด้วยในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง สภาพแวดล้อมโดยเฉพาะสภาพของแสงมันต่างกัน เลยทำให้สีของปลาแตกต่างกันไปด้วย

เจ้าซาบะสองตัวนี้ข้างบน ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม โดยส่งตรงมาจากสงขลา ก่อนที่จะถูกห่อด้วยใบตองเพื่อขึ้นเตาย่าง ก็ชักรูปมาให้ดูเสียก่อนเป็นการอำลา สังเกตดวงตาของมันดูช้ำ ๆ แห้ง ๆ พิกล คงเป็นเพราะโดนแช่แข็ง (Freeze) ในห้องเย็นอยู่นานก่อนที่จะมาถึงบ้านเรา ไม่ได้เป็นเพราะอดนอนเนื่องจากเที่ยวดึกแต่ประการใดไม่ ดูตามลักษณะ ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็น Pacific mackerel โดยสังเกตุจากจุดกลม ๆ เล็ก ๆ บริเวณท้อง ซึ่ง Atlantic mackerel จะไม่มีจุดลักษณะนี้