ผู้เขียน หัวข้อ: เตือนสินามิถล่มอีก สมิทธชี้ปี 52 ร้อนจัด  (อ่าน 2189 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1152
  • การ์ม่า: -1
  • How are you ?

ฤดูฝนมาเร็วผิดปกติ

"สมิทธ"เตือนไทยอาจถูก"คลื่นยักษ์สึนามิ"ถล่มอีกระลอก ชี้ปี 52 ไทยร้อนจัดอุณหภูมิทะลุ 42 องศา เหตุแกนโลกสวิงเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็ว กระทบเกษตรจำนวนผลผลิตลดลง อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากภาวะคลื่นความร้อนมากขึ้น ขณะที่ฤดูฝนปีนี้มาเร็วผิดปกติ เจอแน่ทั้งพายุ มรสุมเพียบ ซ้ำเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติธรรมชาติในปี 52 ว่า ขณะนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยากำลังจับตาดูอยู่ เพราะอากาศที่ปกคลุมประเทศไทยปีนี้มีความผิดปกติพอสมควร โดยเฉพาะฤดูหนาวที่มีลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังพัดแรงที่มาพร้อมกับอากาศเย็นจากประเทศจีนส่งผลถึงไทย ทำให้ช่วงฤดูหนาวไทยมีความเย็นผิดปกติ และต่อเนื่องระยะยาว และยังทำให้เกิดคลื่นลมในทะเลอ่าวไทยที่เรียกว่า สตอมเซอจขนาดเล็ก ทำให้บ้านเรือนริมชายฝั่งได้รับผลกระทบตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ถึง จ.สตูล ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติจากปีก่อน ๆ และมีความรุนแรงมากกว่า

นายสมิทธ กล่าวต่อว่า นักวิทยาศาสตร์ ทั่วโลกกำลังดูอยู่ว่า ทำไมปีนี้อากาศเย็นจากขั้วโลกเหนือจึงเย็นลงมาจนถึงพื้นที่เส้นศูนย์สูตร ซ้ำยังหนาวเย็นเป็นระยะยาวต่อเนื่องมากผิดปกติ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศในแถบยุโรป และอเมริกา ซึ่งพบว่าบางแห่งเกิดปรากฏการณ์พายุหิมะตกผิดปกติ อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่า ภาวะดังกล่าวเกิดจากแกนโลกหมุนเอียงออกจากดวงอาทิตย์มากกว่าปกติหรือไม่ โดยอยู่ที่ประมาณ 23.5 องศา ส่งผลให้ประเทศที่อยู่ซีกโลกเหนือจะมีความหนาวเย็นมากผิดปกติ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง แกนโลก จะสวิงกลับ โลกจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มาก กว่าปกติเช่นกัน ส่งผลให้หน้าร้อนที่กำลังมาถึงร้อนมากขึ้น

อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ กล่าวอีกว่า ภาวะดังกล่าวจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยจะมีอากาศร้อนมากกว่าปกติ กระทบต่อภาคการเกษตร จำนวนผลผลิตลดลง ตั้งแต่ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และพืชการเกษตรส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกันศัตรูพืชก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากภาวะคลื่นความร้อนมากขึ้น ซึ่งที่อินเดียมีคนเสียชีวิตทุกปี และประเทศไทยอาจมีผู้เสียชีวิตได้ในพื้นที่ร้อนจัด เช่นที่ จ.ตาก และอุตรดิตถ์ แต่ทั้งนี้ฤดูร้อนอาจมีระยะเวลาที่สั้นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา ต่อจากนั้นจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน จะทำให้มีพายุมากขึ้น ซ้ำยังรุนแรงมากกว่าปกติ ซึ่งในช่วงนี้ประเทศ ไทยจะประสบภัยพิบัติจากพายุ ทั้งจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ทำให้บ้านเรือนเสียหายอย่างมาก

"ขอให้ติดตามดูฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง จะเริ่มช่วงปลายเดือน ก.พ. ต้องดูว่า อากาศร้อนมีความร้อนจัดจนอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจนถึงขั้นผิดปกติหรือไม่ เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะอยู่ที่ 42 องศา ผลที่ตามมาคือทำให้ฤดูฝนผิดปกติไปด้วย กระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งหมด ส่วนสาเหตุที่ทำให้โลกเอียง คือ 1. เป็นไปโดยธรรมชาติ 2. เป็นเพราะการกระทำของมนุษย์ เนื่องจากมีการวิเคราะห์ว่า การที่ประเทศจีน และอีกหลาย ๆ ประเทศสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำไว้เหนือเส้นศูนย์สูตรเป็นปริมาณมหาศาล จำนวนล้าน ๆ ลูกบาศก์ เมตร เมื่อน้ำถูกเก็บไว้ในเขื่อนจนเต็ม ส่งผลให้โลกเสียสมดุลทำให้แกนโลกเอียงผิดปกติได้ แต่ทั้งนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน"

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก นายสมิทธ กล่าวว่า อาจมีความเป็น ไปได้ เพราะเมื่อโลกเอียงเข้าเอียงออก ปริมาณ มวลโลกจะมีการเคลื่อนตัว เกิดการเคลื่อนตัวแผ่นเปลือกโลกทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรง และบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็เกิดแผ่นดินไหวเป็น ระยะ ๆ แล้ว แต่ยังไม่เคลื่อนตัวมากพอที่เกิดสึนามิได้ อย่างไรก็ตามปกติการเกิดแผ่นดินไหวมีวัฏจักร อาจไม่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย แต่อาจเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก

นายสมิทธ กล่าวต่อว่า การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งสิ่งที่เรากลัวกันมาก ๆ คือ น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี จึงจะเห็น แต่หากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับโลกเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ อาจเกิดเร็วภายใน 10-15 ปี เพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็ว จึงควรมีนโยบายป้องกัน แต่ตอนนี้รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการอะไรเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ เนื่องจากนักการเมืองต่างห่วงเก้าอี้มากกว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ถ้าหน้าร้อนปีนี้ อุณหภูมิร้อนมากผิดปกติแสดงว่า ทฤษฎีของตนถูก ต่อมาจะมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า โอกาสที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯแบบถาวรจะมาเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนพูดไม่ได้ต้องการสร้างความตื่นตระหนก แต่อยากให้มีการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้น

ที่อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน "118 ปี ศาลาแยกธาตุ-กรมวิทยาศาสตร์บริการ" เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนากรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดระหว่างวันที่ 29-31 ม.ค. โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การวางแผนพัฒนาประเทศจำเป็นต้องเข้าใจสภาวะแวดล้อมของโลกเพื่อปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาไทยก็ทำได้ดี แต่ในด้านขีดความสามารถวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทยมักถูกประเมินให้อยู่ในระดับต่ำอยู่ แม้เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ถ้าปล่อยให้สะสมยาวนาน ก็จะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ดังนั้นการจะให้ประเทศแข่งขันอย่างยั่งยืนต้องผลักดันการวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และระดมความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัย เศรษฐกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาชน สนับสนุนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขณะที่ นายเมธา รัชตะปีติ ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษาศูนย์ฝนหลวงหัวหิน กล่าวว่า ขอเตือนผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของประเทศว่าควรเตรียมแผนรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนมาก่อนหน้าคือการมีอากาศหนาวเย็นนาน คาดว่าจะทำให้ฤดูแล้งปีนี้จะยกระดับเป็นภัยแล้งในที่สุด ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะยาวนานแค่ไหน และสิ่งที่เป็นห่วงมากก็คือ เขื่อนทั่วประเทศขณะนี้หลายเขื่อนมีปริมาณน้ำกักเก็บไม่ถึง 70% เนื่องจากในฤดูฝนที่ผ่านมา เกรงเขื่อนพังต้องเร่งระบายน้ำทิ้งทะเล ซึ่งทำให้เห็นว่าระบบบริหารทรัพยากรน้ำไม่มีมาตรฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้อาจกระทบกับปริมาณน้ำที่จะนำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้.


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (30/1/2552)

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1152
  • การ์ม่า: -1
  • How are you ?
Re: เตือนสินามิถล่มอีก สมิทธชี้ปี 52 ร้อนจัด
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 30, 2009, 10:45:11 am »

แกนโลกเอียงร้อนตับแตก"สมิทธ"ชี้ปีนี้ไทยทะลุ42องศา

สมิทธ" ชี้ปีนี้ไทยร้อนจัด อุณหภูมิพุ่ง 42 องศา เหตุแกนโลกสวิงเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็ว หวั่นมีผู้เสียชีวิตจากภาวะคลื่นความร้อนอื้อ เชื่อจะได้เห็นน้ำท่วมกรุงเทพฯ เร็วขึ้น เผยภาวะร้อนจัดส่งผลให้ฤดูฝนปีนี้ผิดปกติไปด้วย เตือนหลายฝ่ายรับมือ เจอแน่ทั้งพายุ มรสุมเพียบ ซ้ำเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก


 ยังคงเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอากาศของโลกที่แปรปรวนตลอดเวลา โดยในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทั่วโลกเกิดภาวะอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง อีกทั้งต้องประสบภัยพิบัติต่างๆ มากมาย โดยสาเหตุของภาวะอากาศหนาวเย็นดังกล่าว บรรดาผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะแกนโลกหมุนเอียงออกจากดวงอาทิตย์มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอากาศหนาวเย็นยาวนาน ล่าสุดอดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนว่า ปีนี้โลกจะต้องประสบภาวะอากาศร้อนจัดเช่นกัน เนื่องจากแกนโลกสวิงกลับหมุนหาเข้าดวงอาทิตย์มากกว่าปกติ

 เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติธรรมชาติในปี 2552 ว่า กรมอุตุนิยมวิทยากำลังจับตาดูอยู่ เพราะอากาศที่ปกคลุมประเทศไทยในปีนี้มีความผิดปกติพอสมควร โดยเฉพาะฤดูหนาวที่มีลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำลังพัดแรงที่มาพร้อมกับอากาศเย็นจากประเทศจีนส่งผลถึงไทย ทำให้ช่วงฤดูหนาวไทยมีความเย็นผิดปกติต่อเนื่องระยะยาว และยังทำให้เกิดคลื่นลมในทะเลอ่าวไทยที่เรียกว่า สตอร์มเซิร์จ ขนาดเล็ก ทำให้บ้านเรือนริมชายฝั่งได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ จ.เพชรบุรีถึง จ.สตูล ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติจากปีก่อนๆ และมีความรุนแรงมากกว่า


 นายสมิทธ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังดูอยู่ว่าทำไมปีนี้อากาศเย็นจากขั้วโลกเหนือจึงเย็นลงมาจนถึงพื้นที่เส้นศูนย์สูตร อีกทั้งยังหนาวเย็นเป็นระยะยาวต่อเนื่องมากผิดปกติ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งพบว่าบางแห่งเกิดปรากฏการณ์พายุหิมะตกผิดปกติ อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าภาวะดังกล่าวเกิดจากแกนโลกหมุนเอียงออกจากดวงอาทิตย์มากกว่าปกติหรือไม่ โดยอยู่ที่ประมาณ 23.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประเทศที่อยู่ซีกโลกเหนือจะมีความหนาวเย็นมากผิดปกติ หากเป็นเช่นนั้นจริง แกนโลกจะสวิงกลับ โลกจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มากกว่าปกติเช่นกัน ส่งผลให้หน้าร้อนที่กำลังมากถึงร้อนมากขึ้น

 นายสมิทธ กล่าวอีกว่า จากภาวะดังกล่าวจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยจะมีอากาศร้อนมากกว่าปกติ กระทบต่อภาคการเกษตร จำนวนผลผลิตลงลง ตั้งแต่ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และพืชการเกษตรส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกันศัตรูพืชจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากภาวะคลื่นความร้อนมากขึ้น ซึ่งที่อินเดียมีคนเสียชีวิตทุกปี และประเทศไทยอาจมีผู้เสียชีวิตได้ในพื้นที่ร้อนจัด เช่นที่ จ.ตาก และ จ.อุตรดิตถ์ แต่ทั้งนี้ฤดูร้อนอาจมีระยะเวลาที่สั้นกว่าปีที่ผ่านๆ มาได้ ต่อจากนั้นจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดมาจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน จะทำให้มีพายุมากขึ้น ซ้ำยังรุนแรงมากกว่าปกติ ซึ่งในช่วงนี้ประเทศไทยจะประสบภัยพิบัติจากพายุ ทั้งจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ทำให้บ้านเรือนเสียหายอย่างมาก

 “ขอให้ติดตามดูฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ใช่ต้นเดือนกุมภาพันธ์อย่างเมื่อปีก่อนๆ ต้องดูว่า อากาศร้อนมีความร้อนจัดจนอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจนถึงขั้นผิดปกติหรือไม่ เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะอยู่ที่ 42 องศาเซลเซียส ผลที่ตามมาคือทำให้ฤดูฝนผิดปกติไปด้วย กระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งหมด”

 นายสมิทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนสาเหตุที่ทำให้โลกเอียง คือ 1.เป็นไปโดยธรรมชาติ 2.เป็นเพราะการกระทำของมนุษย์ เนื่องจากมีการวิเคราะห์ว่า การที่ประเทศจีนและอีกหลายๆ ประเทศสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำไว้เหนือเส้นศูนย์สูตรเป็นปริมาณมหาศาล จำนวนล้านๆ ลูกบาศก์เมตร เมื่อน้ำถูกเก็บไว้ในเขื่อนจนเต็ม ส่งผลให้โลกเสียสมดุลทำให้แกนโลกเอียงผิดปกติได้ แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก นายสมิทธ กล่าวว่า อาจมีความเป็นไปได้ เพราะเมื่อโลกเอียงเข้าเอียงออก ปริมาณมวลโลกจะมีการเคลื่อนตัว เกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ขณะนี้ก็เกิดแผ่นดินไหวเป็นระยะๆ แล้ว แต่ยังไม่เคลื่อนตัวมากพอที่เกิดสึนามิได้ อย่างไรก็ตามปกติการเกิดแผ่นดินไหวมีวัฏจักรอาจไม่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย แต่อาจเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกได้

 นายสมิทธ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อภัยพิบัติธรรมชาติต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่สิ่งที่กลัวกันมากๆ คือ น้ำท่วม กทม. ซึ่งคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี จึงจะเห็น แต่หากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้ โดยโลกเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ เหตุการณ์น้ำท่วม กทม.อาจมาเร็วขึ้นภายใน 10-15 ปี เพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็ว จึงควรมีโนบายป้องกัน เช่น การสร้างเขื่อนกั้นบริเวณปากแม่น้ำทั้ง 4 แห่ง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง แม่กลอง และท่าจีน โดยใช้งบประมาณแค่การสร้างรถไฟฟ้า 1 สาย ต้องทำเป็นนโยบายระดับชาติ แต่ตอนนี้รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมอะไรในเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเลย เพราะนักการเมืองต่างห่วงเก้าอี้มากกว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งที่มีนักวิชาการออกมาเตือนให้ทำเขื่อนป้องกันกรุงเทพฯ แต่เรื่องก็เงียบไป ไม่มีนักการเมืองสนใจ เพราะห่วงต้องใช้เงินมากแต่ยังน้อยกว่าผลกระทบจะเกิดขึ้น ช่วยชะลอความเสียหายออกไปอีก 10-20 ปีได้”

 “ถ้าหน้าร้อนในปีนี้มีอุณหภูมิร้อนมากผิดปกติ แสดงว่าทฤษฎีของผมถูก ซึ่งอุณหภูมิประเทศจะสูงประมาณ 42 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต่อมาจะมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า โอกาสที่น้ำจะท่วม กทม.แบบถาวรจะมาเร็วขึ้น จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 20 ปีข้างหน้า อาจได้เห็นภายใน 10 ปีนี้ก็เป็นได้ โดยสิ่งที่กล่าวมาไม่ได้ต้องการสร้างความตื่นตระหนก แต่อยากให้เตรียมความพร้อมไว้” นายสมิทธ กล่าว

วันเดียวกัน นพ.ชาตรี เจริญชีวะกูล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมการจัดการภัยพิบัติสำหรับประเทศไทย ว่า ทุกวันนี้คนไทยอ่อนซ้อมเรื่องการหนีภัยและวิธีการรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในตึกสูง และภัยพิบัติจากธรรมชาติ ทั้งนี้ การซ้อมรับมือภัยพิบัติตึกสูงควรจะทำอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ที่มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินฯ จะเป็นแม่ข่ายในการประสานงานความช่วยเหลือจากทุกองค์กร



ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก (30/1/2552)

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1152
  • การ์ม่า: -1
  • How are you ?
Re: เตือนสินามิถล่มอีก สมิทธชี้ปี 52 ร้อนจัด
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 30, 2009, 10:53:22 am »

"สมิทธ"เตือนอาจเกิด"คลื่นความร้อน"ถล่มไทย แห้งแล้งอย่างรุนแรงเหมือนอินเดีย ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจ

"สมิทธ ธรรมสโรช"เตือนการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติผิดปกติ ฤดูหนาวยาวนาน-อุณหภูมิต่ำเป็นประวัติการณ์ ระบุแกนโลกเอียง อาจเกิดคลื่นความร้อนกล่มเหมือนกับอินเดีย ทใกดความแห้งแล้งรุนแรงซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ

นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวเมื่อวันที่ 29 ม.ค.  ในการประชุมจัดการภัยพิบัติสำหรับประเทศไทย ประจำปี 2551 ว่า การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในขณะนี้ถือว่า มีความผิดปกติ โดยประเทศไทยมีฤดูหนาวยาวนานและอุณหภูมิลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ ชายฝั่งภาคตะวันออกด้านอ่าวไทยมีสตอร์มเซิร์จขนาดกลางและเล็ก ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ต่างได้รับผลกระทบจากมวลอากาศเย็นจากขั้วโลกเหนือเคลื่อนตัวเข้าหาเส้นศูนย์สูตร นักวิชาการคาดว่า เกิดจากแกนของโลกเอียงห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าปกติ


อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากฤดูร้อนสั้น หรือแกนของโลกจะเอียงเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้อุณหภูมิสูงหรืออุ่นล้วนผลกระทบทั้งสิ้น ผลโดยตรงอาจเกิดคลื่นความร้อน หรือ "ฮีตเวฟ"  เหมือนที่เกิดขึ้นในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก คาดว่า ปีนี้อุณหภูมิน่าจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส อาจเกิดไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือของไทย เกิดภาวะแห้งแล้งส่งผลให้ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ โรคระบาดมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บสูงขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตทางเศรษฐกิจ


นายสมิทธกล่าวด้วยว่า ส่วนในฤดูมรสุม เมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดความชื้นมาจากมหาสมุทรอินเดียและอันดามัน เข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือมาเจอกับความร้อนที่ระเหยมาจากพื้นดิน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "เอลนิโญ" มีความรุนแรงมากขึ้น มีฝนตกหนัก เกิดพายุบ่อยครั้ง น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม รวมถึงสตอร์มเซิร์จขนาดใหญ่ คาดว่าปีนี้สถานการณ์น่าจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา


ที่มา : วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:06:46 น.  มติชนออนไลน์

ks

  • บุคคลทั่วไป
Re: เตือนสินามิถล่มอีก สมิทธชี้ปี 52 ร้อนจัด
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 04:49:27 pm »

ไม่รู้เป็นอย่างไรหมู่นี้มีแต่คนออกมาให้ข่าวผลกระทบจากโลกร้อน แบบสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็น Storm surge หรือ ระดับน้ำจะสูงขึ้น 6 เมตรในอีก 15 ปีข้างหน้า  หรือ น้ำในแม่น้ำโขงจะแห้ง หรือ การเกิดสึนามิในปี 52 ต้องบอกว่าผมไม่ค่อยจะเชื่อนัก เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แถมยังรู้สึกดีใจที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนออกมาทักท้วง การให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และไม่เป็นจริง โอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ เช่น โอกาสเกิด Storm surge ต้องเป็นพายุแบบไต้ฝุ่นซึ่งนานๆจะเกิดครั้ง แล้วจะเกิดได้ก็แถวประจวบฯ ชุมพร เท่านั้น ไม่ลามมาถึงกรุงเทพฯ ส่วนระดับน้ำทะเลที่ว่าเพิ่มสูงขึ้น6 ม.ใน 15 ปีข้างหน้า ในความเป็นจริงระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพ่มขึ้นจริง แต่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นก็เพียงปีละ 3 มม.เท่านั้น อีก 15 ปี ก็สูงขึ้นไม่เกิน 5 ซม.เท่านั้น กรณีน้ำในแม่น้ำโขงจะแห้งเหลือแต่ท้องทราย มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะลุ่มน้ำโขงก็มีพื้นที่รับน้ำมหาศาล ส่วนสึนามิจะเกิดในปี 2552 ก็คงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่คงไม่มีใครจะไปรู้หรือ กำหนดได้ว่าจะเกิดเมื่อไร โดยส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่ไวขนาดปีนี้ หรือ ปีหน้าแน่นอน   

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1152
  • การ์ม่า: -1
  • How are you ?
Re: เตือนสินามิถล่มอีก สมิทธชี้ปี 52 ร้อนจัด
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2009, 09:30:30 am »

"นักวิชาการ"งัดข้อมูลโต้กันมัน "โลกร้อน"ร้อนจริงหรือมั่วนิ่ม

กรณีที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทั่วโลกในขณะนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) รวมทั้งมีการนำข้อมูลจาก คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) มาเสนอเพียงส่วนเดียว ทำให้หลายคนตื่นตระหนก ไคลเมทเชนท์ เครซี (Climate Change Crazy) นั้น

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ นักฟิสิกส์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบภูมิอากาศในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และพบว่าปรากฏการณ์เอลนิโญ่ และลานิญ่า ซึ่งมีแหล่งกำเนิดที่ประเทศชิลี ก็ไม่ได้ส่งผลกับประเทศไทยโดยตรง จากข้อมูลของไอพีซีซี ระบุว่า พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่กับลานิญ่านั้นมี 4 โซน และประเทศไทยก็อยู่ในพื้นที่โซนที่ 4 ที่เกือบจะตกขอบ ทวีปเอเชียจะได้รับผลกระทบบ้างเท่านั้น แต่ไม่ใช่ 100% เช่น ปีไหนเอลนิโญ่แรงประเทศจีนก็จะร้อนมาก หนาวไม่มาก ปีไหนลานิญ่าแรงประเทศจีนก็จะหนาวมากและนาน

ปีนี้ลานิญ่าแรงประเทศจีนก็จะหนาวมาก ประเทศไทยซึ่งปกติได้รับอิทธิพลจากประเทศจีนอยู่แล้วก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ส่วนฤดูร้อนปีนี้สูง 40-43 องศาเซลเซียส บางพื้นที่ แต่ช่วงเวลาที่ร้อนก็จะสั้นลง

นายสมิทธ ธรรมสโรจน์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่า ข้อมูลการเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งหรือสตอร์มเซิร์จ มีโอกาสเกิดในกรุงเทพฯรวมทั้ง แกนโลกที่เอียงมากขึ้นทำให้โลกร้อนขึ้นเป็นเรื่องจริง ใครไม่เชื่อหรือออกมาตอบโต้ข้อมูลนี้ และหากเกิดเหตุนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องรับผิดชอบ ความคิดทางวิชาการแตกต่างกันได้ ให้ข้อมูลอะไรก็มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ นักวิชาการเหล่านี้อาจจะอ้างเพียงตำราแต่ประสบการณ์ไม่มี จะไม่ไปเถียงอะไร ก็ขอให้ดูว่าฤดูร้อนที่จะมาถึงจะร้อนและมีพายุตามที่พูดไว้หรือไม่

นายสมชาย ใบม่วง ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิยา กล่าวว่า ถึงเรื่องที่นักวิชาการบางรายออกมาพูดว่า ฤดูร้อนในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ อุณหภูมิน่าจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และอาจจะเกิดคลื่นความร้อน หรือฮีทเวฟแบบประเทศอินเดียและออสเตรเลียว่า ตัวเลขอุณหภูมิดังกล่าวถือเป็นค่าเอ็กซตรีมปกติ และเป็นช่วงพีคสูงสุดของหน้าร้อนในช่วงเดือนเมษายนที่อาจจะสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ในบางวัน ปีนี้คาดว่า อากาศช่วงหน้าร้อนส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยจะใกล้เคียงกับปกติ และอาจไม่ร้อนเท่ากับปี 2551 ซึ่งอุณหภูมิร้อนสูงสุด 41-42.5 องศา เพราะตรวจพบปรากฏการณ์ลานิญาทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่ส่งผลโดยอ้อมทำให้อุณหภูมิไม่สูงเท่าไหร่ และมีฝนมากขึ้นด้วย ส่วนคลื่นความร้อนไม่มีโอกาสแน่นอน


ที่มา : วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11290 มติชนรายวัน