ผู้เขียน หัวข้อ: เลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้าง คืนชีวิตให้คนเลี้ยงกุ้ง  (อ่าน 2576 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2174
  • การ์ม่า: 0

การ กำจัดไข่ปลาหรือลูกปลาเล็กๆ ในบ่อระยะนี้ สำหรับบ่อที่มีระดับน้ำประมาณ 1 เมตร ถ้าใช้คลอรีนผง ควรใช้ในอัตรา 60 กิโลกรัม ต่อไร่ ก่อนใส่คลอรีนควรงดใช้ปูนขาว เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำลายของคลอรีนต่ำลง เมื่อใส่คลอรีนแล้ว ควรเปิดเครื่องตีน้ำเพื่อให้ออกซิเจน หลังจากนั้น 3 วัน ก็ใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับความเป็นกรดของน้ำและใส่ปุ๋ยเพื่อทำน้ำ หลังจากใส่คลอรีน 7 วัน และสีน้ำขึ้นตามต้องการก็ปล่อยลูกปูได้

ปรับ คุณภาพของน้ำ : ก่อนปล่อยปูควรปรับคุณภาพของน้ำในบ่อให้เหมาะสม เช่น ความเค็ม ประมาณ 25-30 ส่วนในพัน พีเอช ระหว่าง 7.9?8.5 ความเป็นด่างระหว่าง 80-150 มิลลิกรัม ต่อลิตร สำหรับความเค็มนั้นในระยะแรกควรอยู่ในระดับประมาณ 20-25 ส่วนในพัน เพราะลูกปูจากโรงเพาะฟักส่วนใหญ่จะผลิตที่ความเค็มนั้น

ไดอะตอม อาหารพื้นฐาน จำเป็นต้องสร้างให้สมบูรณ์ก่อนปล่อยลูกปูลงเลี้ยงในบ่อ

อาหาร หลักลูกปูวัยอ่อนในระยะแรกๆ คือ ไดอะตอม แพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ เพื่อให้ลูกปูที่ปล่อยเลี้ยงในบ่อ หรือที่เพาะในบ่อโดยตรงมีอาหาร บ่อก่อนปล่อยลูกปู หรือก่อนปล่อยแม่ปูไข่รากทรายลงบ่อ ก็ต้องเริ่มขยายไดอะตอมอาหารพื้นฐานของโซ่อาหาร เช่น คีโตเซอร์รอส นิชเชีย สเกลลีโนนีมา และคลอลีรา ก่อน สำหรับเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งมานาน ก็คงไม่ต้องบอกว่าควรจะทำอย่างไร ถ้าท่านใส่ปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว ถ้าใจร้อนก็น้ำหัวเชื้อคีโต หรือ คลอลีรามาปล่อยในระยะแรก ในอัตรา 10 ลิตร ต่อไร่ ภายใน 3-7 วัน ท่านจะได้สีน้ำที่ต้องการ

การสร้างโซ่อาหาร ในบ่อทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความถนัด หรือความสะดวกของแต่ละคน หรือสิ่งที่ต้องทำก็คือสร้างอาหารพื้นฐานให้แก่จุลชีพชนาดเล็กในบ่อและตาม หน้าดินก่อน ด้วยการใช้ปุ๋ยที่มีให้เลือก ตั้งแต่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี หรือน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้

ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะในการสร้างอาหารพื้นฐานของโซ่อาหาร ได้แก่ มูลไก่ (30-50 กิโลกรัม ต่อไร่) มูลสุกร (30-50 กิโลกรัม ต่อไร่) มูลวัว (60-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยอินทรีย์เหล่านั้น ถ้าใช้ควบคู่ไปกับรำข้าว ในอัตรา 7.5 กิโลกรัม ต่อไร่ ก็จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะรำข้าวสลายตัวเร็ว มีอินทรียสารคาร์บอนอยู่ ร้อยละ 6.64 และมีอินทรียวัตถุประมาณร้อยละ 11.40 และมีโปรตีนประมาณร้อยละ 12.8 ข้อควรระวัง ปุ๋ยคอกที่นำมาใช้ควรปราศจากการใช้ยาหรือสารเคมี

ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้ ในการสร้างอาหารพื้นฐานในบ่อ ได้แก่ ยูเรีย ฟอสเฟต เมื่อเตรียมบ่อเรียบร้อยแล้วเอาน้ำเข้าพอท่วมพื้นบ่อ ใช้ยูเรีย ในอัตรา 1.5 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมกับรำข้าว ในอัตรา 0.15 กิโลกรัม ต่อไร่ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นเติมปุ๋ยยูเรีย 2 กิโลกรัม ต่อไร่ ทริบเปิลฟอสเฟต 0.20 กิโลกรัม ต่อไร่ เติมน้ำในบ่อให้ได้ระดับประมาณ 50 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน เติมปุ๋ยลงยูเรียอีกประมาณ 3.5 กิโลกรัม ต่อไร่ ทริบเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต 0.35 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วแพลงตอนไม่เกิดตามที่ต้องการ น้ำในบ่ออาจมี พีเอช ต่ำ หรือมีแอลคาไลน์สูง ก็อาจจะต้องใส่ปูนขาว เพื่อแก้ฤทธิ์กรด หรือใส่ปูนมาร์ลเพื่อลดความเป็นด่าง

นอกจากปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีแล้ว น้ำทิ้งจากโรงอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานผลิตนม โรงงานยางพารา โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และโรงงานทำผงชูรส ก็สามารถนำมาใช้สร้างโซ่อาหารในบ่อได้ น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นอุดมไปด้วยธาตุอาหาร เหมาะสำหรับนำไปผลิตแบคทีเรียสังเคราะห์แสง ไดอะตอมและแพลงตอนพืชชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโซ่อาหารพื้นฐานในบ่อ

การใช้กากเหลือ จากโรงงานทำผงชูรสหรือที่คนเลี้ยงกุ้งรู้จักในชื่อของ อมิ-อมิ สร้างโซ่อาหารในบ่อ ถ้าจะให้ได้ผลดี ก่อนใส่ หัวเชื้อ อมิ-อมิ ควรปรับ พีเอช ของน้ำให้อยู่ในระดับ 7.5 หรือสูงกว่านั้นเล็กน้อย สำหรับบ่อที่มีระดับน้ำลึกประมาณ 1 เมตร ควรใช้ในอัตรา 100 ลิตร ต่อไร่

ประมาณ 3-4 วัน แพลงตอนพืชและไดอะตอมที่สำคัญและเป็นฐานของโซ่อาหาร เช่น ไดอะตอม พวกคีโตเซอร์รอส นิสเชีย สเกลลีโตนีมา และคลอเรลลา ก็เริ่มเกิด ถ้าจะให้ไดอะตอมและแพลงตอนพืชในบ่อเกิดเร็วขึ้น ในระยะแรกก็ควรนำหัวเชื้อของไดอะตอมที่ต้องการขยายมาใส่ในบ่อ เช่น คีโตเซอร์รอส หรือคลอเรลลาน้ำกร่อย อัตราที่ใช้ในระยะนี้ก็ประมาณ 2 ลิตร ต่อไร่ ก็น่าจะเพียงพอ หลังจากใส่ปุ๋ยและหัวเชื้อสาหร่ายประมาณ 3 วัน น้ำในบ่อจะเริ่มมีสีปรากฏให้เห็น สีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสีที่เกิดจากรงควัตถุที่มีอยู่ในตัวของไดอะตอมแต่ละ ชนิด สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดหรือบ่งบอกชนิดและปริมาณของแพลงตอนที่เกิดในบ่อขณะ นั้นได้

สีของน้ำและความโปร่งใสของน้ำในบ่อก็สามารถนำมาใช้บอกชนิด และปริมาณของแพลงตอนที่เกิดในขณะนั้นได้ เช่น ความโปร่งใสของน้ำอยู่ระหว่าง 40-60 เซนติเมตร ก็ถือว่าปริมาณของแพลงตอนที่มีอยู่ในบ่อขณะนั้นใช้ได้ ถ้าน้ำมีความโปร่งใสมาก 60 เซนติเมตร แสดงว่าบ่อมีแพลงตอนพืชน้อยไป อาหารพื้นฐานยังเกิดไม่เต็มที่ ถ้าความโปร่งใสน้อยกว่า 30 เซนติเมตร แสดงว่าน้ำมีปริมาณแพลงตอนมากเกินไป ควรหาทางแก้ไข โซ่อาหารในบ่อจะสมบูรณ์เร็วขึ้น ถ้าใส่หัวเชื้อโรติเฟอร์ และไรน้ำเค็มมาปล่อยเสริมในอัตรา 10 ลิตร ต่อไร่ ควรใส่ซ้ำทุกๆ 7 วัน สัตว์หน้าดินพวกหนอนแดง หนอนทะเล จะเกิดตามมาในระยะหลัง



เลี้ยงสาหร่ายในบ่อ ช่วยให้ระบบนิเวศในบ่อสมดุล

โดย ธรรมชาติปูม้าที่เลี้ยงในบ่อยังมีสัญชาติสัตว์ป่า มีนิสัยก้าวร้าว และถือครองพื้นที่ การเลี้ยงในบ่อซึ่งมีระดับน้ำประมาณ 1-1.20 เมตร ถ้ามีที่ที่ปูสามารถใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรือใช้เป็นที่หลบซ่อน ศัตรู หรือซุ่มจับเหยื่อกินได้ตามวิถีชีวิตของปู ปูก็จะเจริญเติบโตดี ไม่เครียด ในเมืองไทยมีหลายชนิดที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในบ่อกุ้งที่มีความเค็ม ระหว่าง 25-30 ส่วนในพัน เช่น สาหร่ายวุ้น หรือสาหร่ายผมนาง (Gracilaria spp.) สาหร่ายพวงองุ่น หรือสาหร่ายไส้ไก่ (Enteromorpha intestinalis) สาหร่ายเหล่านี้ถ้ามีในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะมีประโยชน์ ช่วยทำให้ระบบนิเวศของบ่อสมบูรณ์และสมดุลเกื้อกูลต่อวิถีชีวิตของปูที่ เลี้ยงในบ่อ

สาหร่ายมีคุณค่าทางอาหารสูง : สาหร่ายทะเลมีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และวิตามินที่ปูต้องการ ที่สำคัญก็คือมีธาตุอาหารบางชนิด (trace element) ที่ปูต้องการเพื่อความเจริญเติบโตและสร้างภูมิคุ้มกันโรคแม้จะต้องการจำนวน ไม่มาก แต่ก็ขาดไม่ได้ เช่น ไอโอดีน โบรอน ทองแดง ฯลฯ เป็นต้น

สาหร่าย แม้จะไม่ใช้อาหารหลัก แต่ก็จำเป็นที่ปูต้องกิน : สาหร่ายทะเล เป็นอาหารประเภทเส้นใยที่ปูม้าต้องการ แม้จะจำนวนพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และช่วยให้ระบบการขับถ่ายของปูเป็นไปอย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ ส่วนที่ปูม้าชอบกินก็คือ แขนงหรือยอดอ่อนสาหร่าย

สาหร่าย เป็นพืชที่โตเร็ว ขยายพันธุ์ง่าย ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะสามารถโตได้ถึง 15 เซนติเมตร ปูสามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนและพรางตัวเพื่อจับเหยื่อที่เปรียวและว่องไวอีก ด้วย ข้อสำคัญปูชอบกันกินต้นอ่อนของสาหร่าย เหมือนวัวที่ชอบกินหญ้าอ่อน ดังนั้น การจัดการในเรื่องการผลิตสาหร่ายให้มีปริมาณที่เหมาะสมในบ่อปูจึงจำเป็นและ เป็นโจทย์วิจัยที่ควรค่าแก่การศึกษา นอกจากเป็นอาหารประเภทเส้นใยที่ปูกินแล้ว สาหร่ายยังมีคุณประโยชน์ทางด้านช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อให้สมดุล ช่วยลดปริมาณไนโตรเจนและฟอสเฟตที่เกิดจากการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลที่มีอยู่ใน บ่อของแบคทีเรีย ช่วยลดปริมาณแอมโมเนีย (NH3) ที่เป็นพิษต่อปูที่เลี้ยง ทำให้น้ำในบ่อได้มีคุณภาพดีขึ้น และช่วยกำจัดสารพิษและโลหะต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำและตามพื้นบ่อ

สาหร่าย เป็นร่มเงาธรรมชาติที่ปูใช้เป็นที่หลบซ่อน พรางตัวเพื่อซุ่มจับเหยื่อ : เกษตรกรผู้เลี้ยงปูม้าจะพบว่า ในเดือนที่ 3 เมื่อปูในบ่อเริ่มโตมีขนาด 15-20 ตัว ต่อกิโลกรัม อัตราตายของปูจะสูงขึ้น สาหร่ายในบ่อช่วยเพิ่มเนื้อที่ในแนวตั้ง ทำให้ปูมีที่พักพิงมากขึ้น บ่อที่มีสาหร่ายในสภาพที่สมบูรณ์ ปูส่วนใหญ่จะไปอาศัยหลบซ่อนอยู่ในกอสาหร่าย ช่วยลดปัญหาปูเครียด ลดพฤติกรรมการทำร้ายกันเพื่อแย่งที่อยู่อาศัยได้มาก

สาหร่าย แหล่งสำรองอาหารของที่ปูในบ่อ : สาหร่ายเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ แบคทีเรียต่างๆ และสัตว์หน้าดินนานาชนิด บ้างก็ใช้ลำต้น กิ่งก้านและใบของสาหร่ายเป็นที่ยึดเกาะอาศัย เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่ปูสามารถเข้ามาแทะเล็มกินได้เมื่อต้องการ

คุณ วิโรจน์ เดชแสง ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร หนึ่งในผู้ที่เลี้ยงปูม้าในบ่อดินและสามารถผลิตปูม้าได้ถึงไร่ละ 750 กิโลกรัม ต่อรุ่น ได้เผยเคล็ดลับความสำเร็จของการเลี้ยงปูม้าในบ่อดิน เมื่อปี พ.ศ. 2548ว่า ?...การจัดที่หลบซ่อนในระหว่างเลี้ยงจำเป็นและสำคัญ สาหร่ายวุ้นหรือสาหร่ายพวงองุ่นที่ขึ้นในบ่อเป็นที่หลบซ่อนดีที่สุด ปูม้านอกจากจะกินต้นอ่อนของสาหร่ายแล้ว ตามต้นสาหร่ายยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หน้าดินอีกหลากหลายที่ปูม้าสามารถ จับกินหรือใช้เป็นอาหารได้ ข้อสำคัญก็คือปูม้าสามารถพรางตัวเองให้เข้ากับสาหร่ายเพื่อหลบซ่อนศัตรูหรือ จับเหยื่อเป็นอาหารได้อย่างดีเยี่ยม...?

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตและการเจริญเติบโตของปูม้าที่เลี้ยงในบ่อดิน

นอก จากการเตรียมบ่อ การสร้างอาหารพื้นฐานในบ่อก่อนปล่อยปูลงเลี้ยงแล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตและการเจริญเติบโตของปูม้าที่ เลี้ยงในบ่อ ที่สำคัญ ได้แก่ :

พันธุ์ปูที่ใช้เลี้ยง : พันธุ์ปูที่ใช้เลี้ยงในบ่อดิน จะใช้ลูกปูขนาด 5.0 เซนติเมตร หรือโตกว่าที่จับจากธรรมชาติ หรือจะใช้ลูกปูวัยอ่อนที่โรงเพาะฟักผลิตขายก็ได้ แต่วิธีประหยัด และขอแนะนำก็คือ เกษตรกรควรเพาะลูกปูใช้เองในบ่อดิน โดยนำแม่ปูไข่นอกกระดอง หรือที่ชาวประมงเรียกว่าปูไข่รากทราย มาเลี้ยงในบ่อ สำหรับบ่อขนาด 5 ไร่ ก็ใช้แม่ปูประมาณ 10-15 ตัว ก็เพียงพอ แต่ควรนำแม่ปูมาปล่อยเลี้ยงในบ่อหลังจากที่เตรียมบ่อ และสร้างโซ่อาหารสมบูรณ์แล้ว เพื่อลูกปูที่ฟักเป็นตัวจะได้มีแพลงตอนพืช ไดอะตอมชนิดต่างๆ แพลงตอนสัตว์ โรติเฟอร์ ไรน้ำกร่อยเป็นอาหาร สามารถพัฒนา และเจริญเป็นลูกปูขนาดเล็กได้ตามที่ต้องการ ด้วยวิธีนี้เกษตรกรจะสามารถประหยัดค่าลูกพันธุ์ได้ถึงร้อยละ 20



ปู 1 ตัว ต้องการพื้นที่อย่างต่ำเท่าไร

การ ที่จะผลิตปูให้ได้ ไร่ละ 500 กิโลกรัม ต่อรุ่น ตามภาษาชาวบ้านก็คือ เมื่อสิ้นสุดรุ่นการเลี้ยงในระยะ 3 เดือนแล้วจะต้องมีปูม้าขนาด 12-15 ตัว ต่อกิโลกรัม เหลือรอดให้จับต้องได้ประมาณ 6,000 ตัว ปูจำนวนนี้จะต้องการพื้นที่บ่อในการอยู่อาศัยเท่าไร ถึงจะอยู่ได้โดยไม่เครียดและไม่ทำร้ายกัน จากการทดลองในพื้นที่จริงด้วยตัวเอง พบว่า ปูขนาด 100 กรัม นั้นจะต้องการเนื้อที่สำหรับฝังตัวตามวิถีการดำรงชีวิตเพียง 400 ตารางเซนติเมตร (20x20 เซนติเมตร) เท่านั้น บ่อขนาด 1 ไร่ จะมีพื้นบ่อให้ปูสามารถหมกตัวได้ถึง 40,000 ตัว ฉะนั้น ถ้าต้องการผลิตปูไร่ละ 500 กิโลกรัม ผลิตปูขนาด 12-15 ตัว ต่อกิโลกรัม ในระยะเวลาเลี้ยง 3 เดือน ปูม้าจำนวน 6,000 ตัว สามารถอยู่ได้อย่างสบาย โดยไม่ต้องแย่งพื้นที่กัน จะเห็นได้ว่าเมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปูมีความชำนาญพอ และรู้จักดูแล เข้าใจธรรมชาติและวิถีชีวิตของปูดีพอ การที่จะเพิ่มผลผลิตในบ่อจาก 500 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ก็ยังคงทำได้ไม่ยากนัก

ควร ปล่อยปูในความหนาแน่นเท่าไร : ลูกปูที่นิยมปล่อยเลี้ยงในบ่อดินมี 4 ขนาด แต่ละขนาดจะมีอัตรารอดต่างกัน แต่จะรอดมากหรือน้อยแค่ไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเตรียมบ่อ ความสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติในบ่อ ความชำนาญและประสบการณ์ของตัวเกษตรกร เมื่อต้องการผลิตปูขนาด 12-15 ตัว ต่อกิโลกรัม จำนวน 500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อรุ่น ในระยะ 3 เดือน ความหนาแน่นของลูกที่ควรปล่อยเลี้ยงในระยะแรก ดังนี้

สำหรับลูกปู อายุประมาณ 4-5 วัน (หลังจากฟักเป็นตัว) ลูกปูระยะนี้ ควรปล่อยเลี้ยงในอัตราไร่ละ 500,000 ตัว ถ้าเป็นลูกปูที่มีอายุประมาณ 14-15 วัน ควรปล่อยในอัตรา 80,000 ตัว ต่อไร่ สำหรับลูกปูที่มีอายุประมาณ 18-20 วัน ควรปล่อยในอัตรา 40,000 ตัว ต่อไร่ และ 20,000 ตัว ต่อไร่ สำหรับปูม้าขนาด 2.0-2.5 เซนติเมตร อายุประมาณ 45 วัน

อาหารที่ใช้ เลี้ยงปูในบ่อ : อาหารเป็นต้นทุนการผลิตอย่างหนึ่ง มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของปูที่เลี้ยง ถ้ามีการเตรียมบ่ออย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนปล่อยปูจะมีอาหารธรรมธรรมชาติเกิดในบ่อสมบูรณ์ ตั้งแต่แบคทีเรียและจุลชีพตามพื้นบ่อ กุ้งเคย ไส้เดือนทะเล (Polychaetes) หนอนแดง เพรียงทรายแพลงตอนพืช ไดอะตอมชนิดต่างๆ แพลงตอนสัตว์ ตลอดจนลูกปลาขนาดเล็ก เสริมโรติเฟอร์ ไรน้ำกร่อยและไรน้ำเค็ม คีโตเซอร์รอส สเคลลีโตนีมา คลอเรลลา และนิเชีย

อาหารที่ควรจัดหาให้ปูที่เลี้ยง มีหลากหลาย ตั้งแต่หอยกะพง หอยแมลงภู่ เพรียงทราย ไส้เดือนทะเล ปลาเบญจพรรณ และอาหารเม็ด ถ้าให้หอยกะพงหรือหอยแมลงภู่ควรให้ทั้งเปลือก ถ้าเป็นพวกเพรียงทราย และไส้เดือนทะเล ควรให้ทั้งตัวในสภาพที่มีชีวิต ถ้าให้ปลาควรใช้ปลาที่สดและสะอาด ปลาที่เน่าแล้วนอกจากคุณค่าทางอาหารจะต่ำแล้ว อาจจะเป็นสื่อนำโรคไปให้ปูที่เลี้ยง ควรสับเป็นชิ้นตามขนาดของปูที่ให้ จากชนิดของอาหารที่กล่าวข้างต้น หอยกะพงเป็นอาหารที่เหมาะที่สุด มีคุณค่าอาหารสูง ปูม้าชอบกินและโตเร็ว

อาหารเม็ดที่บริษัทผลิตอาหาร ต่างๆ ผลิตขึ้นสำหรับกุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกรามและปลานั้น แม้จะมีสารอาหารครบถ้วน ซื้อหาได้ง่ายสะดวก แต่ก็มีราคาสูง ถ้าจะใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปู ขอแนะนำให้ทำอาหารใช้เอง จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก เนื่องจากปูม้ามีพฤติกรรมการกินอาหารไม่เหมือนปลาและกุ้ง อาหารเม็ดที่ผลิตเพื่อใช้เลี้ยงปูม้าจึงต้องมีลักษณะและคุณภาพแตกต่างจาก อาหารที่ผลิตสำหรับเลี้ยงกุ้งหรือเลี้ยงปลา

อาหารเม็ดสำหรับปูม้า ?...ควรมีขนาดยาวพอที่ปูม้าจะใช้ก้ามหนีบเข้าปากได้สะดวก มีปริมาณแร่ธาตุที่ปูสามารถนำไปใช้ในการสร้างเปลือกได้พอเพียง เพราะปูต้องการแคลเซียมสูงกว่ากุ้งหรือปลา ควรมีสีเด่นชัด สามารถมองเห็นได้เมื่อต้องการประเมินการกินอาหารของปู เพราะการให้อาหาร นิยมหว่านให้บริเวณริมบ่อ การประเมินว่าอาหารที่ให้ปูแต่ละครั้ง ต้องสังเกตว่าอาหารที่เหลือตามพื้นบ่อ ปูกินอาหารช้า อาหารปูควรละลายน้ำช้า เกาะเป็นเม็ดไม่ต่ำกว่า 15 นาที ถ้ามีกลิ่นที่ดึงดูดให้ปูเข้ามากินอาหารได้จะดียิ่งขึ้น...?



ลักษณะและคุณค่าทางอาหารของอาหารเม็ดสำหรับปูม้า

การ ให้อาหาร : ถ้าเป็นอาหารสดระยะแรกควรให้แต่น้อย เพื่อหัดปูให้เคยชินกับอาหารที่ให้ เมื่อลูกปูเริ่มชินและกินอาหารสดได้ตามปกติ 15 วันแรก ให้ปลาสดสับละเอียดผสมรำ ในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อปู 10,000 ตัว วันละ 2 มื้อ เวลา 07.00-08.00 น. และ 18.00-19.00 น. ก่อนให้อาหารควรเดินเครื่องตีน้ำเพื่อให้น้ำในบ่อเคลื่อนไหว กระตุ้นให้ปูที่ฝังตัวตามพื้นบ่อว่ายน้ำ และมารวมบริเวณชานบ่อ และปูขนาดเล็กมีโอกาสกินอาหารได้มากขึ้น หลังจากนั้น จะให้ปลาหรือหอยกะพงก็ได้แล้วแต่สะดวก

บริเวณที่ให้อาหาร : การให้อาหาร ควรให้ในบริเวณที่สะอาดที่สุดของบ่อ เพื่อปูจะได้กินอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปจะนิยมหว่านอาหารตั้งแต่แนวเครื่องตีน้ำจนถึงขอบบ่อ ระยะที่ปูยังเล็ก นิยมหว่านอาหารจากแนวขอบบ่อ เมื่อปูโตขึ้นจะขยายแนวให้อาหารให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเครื่องตีน้ำ ปริมาณอาหารที่ให้ปูแต่ละวันขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของปู ขนาด อายุ สุขภาพและอนามัย และช่วงการลอกคราบของปู วิธีประเมินปริมาณอาหารที่ควรให้แต่ละวันนั้นแตกต่างกับกุ้ง เพราะปูไม่เข้ายออย่างกุ้ง จะใช้วิธีประเมินจากพฤติกรรมการกินอาหารของปู เมื่อสังเกตว่าปูไม่ขึ้นมากินอาหารก็หยุดให้ ถ้าไม่พอก็เพิ่ม การเพิ่มหรือลดอาหารให้สังเกตอาหารที่เหลือตามบริเวณที่หว่านอาหาร

ปู ที่เลี้ยงในบ่อมีคุณภาพดี : คุณภาพของเนื้อปูที่เลี้ยงจะขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่ให้ ปูที่เลี้ยงในบ่อดินจึงสามารถปรับปรุงคุณภาพเนื้อได้ตามความต้องการของผู้ บริโภค เช่น ปูที่เลี้ยงด้วยสาหร่ายวุ้น จะมีสีสวยกว่าปูที่เลี้ยงด้วยปลา หรืออาหารเม็ด เมื่อต้องการจับก็สามารถจับในช่วงเวลาที่ปูมีเนื้อแน่น มีน้ำหนักเป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูปเนื้อปูกระป๋อง

การเจริญ เติบโต : ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของปูที่เลี้ยงในบ่อ ได้แก่ ความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง คุณภาพและปริมาณของอาหารและการให้อาหาร ความสมดุลของอาหารโซ่อาหารและความสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติในบ่อ คุณภาพของน้ำในบ่อ ประสบการณ์และความชำนาญของเกษตรกรทางด้านการบริหารและจัดการบ่อ เป็นต้น

ระยะ เวลาที่เลี้ยง : การเลี้ยงปูในบ่อดิน ควรผลิตปูขนาดกลาง (15-20 ตัว ต่อกิโลกรัม) สนองโรงงานแปรรูปเนื้อปูกระป๋อง ที่ต้องการปูที่มีคุณภาพสูง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเนื้อปูกระป๋อง plasterize และโรงงานสามารถรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100-115 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนหรือสนองความต้องของฟาร์มปูม้านิ่ม ที่ต้องการปูมีชีวิตในระยะ D-4 ขนาด 15-20 ตัว ต่อกิโลกรัม ซึ่งปูในบ่อสามารถกำหนดเวลา และขนาดปูที่ต้องการได้ การเลี้ยงปูที่ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น จะมีความเสี่ยงน้อย ได้เงินเร็ว นอกจากจะลดความสูญเสียของปูแล้วยังเพื่อเปิดโอกาสให้ปูขนาดเล็กกว่ามีโอกาส เจริญเติบโตเป็นปูกลางด้วย

การจับปูในบ่อ : การจับปูม้าในบ่อทำได้หลายวิธี ที่นิยมในปัจจุบัน ดังนี้

ลอบพับ : ใช้ลอบพับคัดปูขนาดใหญ่ส่งตลาดก่อน ส่วนปูขนาดเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดก็เลี้ยงต่อไปด้วย

ประตู น้ำเทียม : บ่อปูที่ไม่มีประตูระบายน้ำ เมื่อต้องการจับปูขายปู ก็สร้างประตูน้ำเทียม เพื่อใช้จับปูโดยเฉพาะกิจชั่วคราว มีประสิทธิภาพในการจับปูได้เท่าเทียมกับการใช้หางอวนผ่านประตูระบายน้ำเช่น กัน

หางอวน : ระบายน้ำออกทางประตูน้ำ กระแสน้ำจะพัดพาปูไปรวมที่ประตูน้ำซึ่งมีหางอวนทำหน้าที่รวบรวมปูอยู่ด้าน นอก เป็นวิธีที่ต้องการจับหมดทั้งบ่อและจับทุกขนาด

ผลผลิต : ถ้าปล่อยลูกปู ขนาด 0.5-1.0 เซนติเมตร (ขนาด 0.05 กรัม) ในปริมาณ 20,000 ตัว ต่อไร่ 30 วันแรกจะโตประมาณ 2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 8.75 กรัม ในเดือนที่ 3 ก็สามารถทยอยจับปู ขนาด 12-15 ตัว ต่อกิโลกรัมได้ อัตรารอดประมาณร้อยละ 40 ปูที่จับได้จะมีขนาด 60-80 กรัม ขายได้ในราคา 80-90 บาท ต่อกิโลกรัม ได้ผลผลิตประมาณ 480 กิโลกรัม ต่อไร่

ต้น ทุนและผลตอบแทน : การลงทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงปูม้านั้นมีหลายระดับ สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีบ่อของตนเอง ต้องเช่าบ่อ พร้อมทั้งอุปกรณ์ เงินทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ ค่าพันธุ์ปู ค่าอาหารปู ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่น ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าปุ๋ยอินทรีย์ ในการเตรียมบ่อ และการสร้าง โซ่อาหาร และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 104,000 บาท

ออฟไลน์ Frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2174
  • การ์ม่า: 0



ต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงปู ขนาด 5 ไร่ ต่อรุ่น

ราย ได้จากการขายปู : ระยะเวลาเลี้ยง 3 เดือน สามารถจับปูขนาด 12-15 ตัว ต่อกิโลกรัม ได้ประมาณ 2,400 กิโลกรัม ราคาขายที่ปากบ่อเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80 บาท จะได้เงินจากการขายปูประมาณ 38,400 บาท ต่อไร่

ผลตอบแทนที่ ได้จากการเลี้ยงปูในบ่อ ขนาด 5 ไร่ : การเลี้ยงปูแต่ละรุ่น ใช้เวลา 3 เดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีรายได้จากการเลี้ยงปูประมาณ 88,000 บาท หรือประมาณเดือนละ 29,300 บาท ก็นับว่าเพียงพอสำหรับเกษตรกรรายย่อย ที่มีสมาชิกในครัวเรือนประมาณ 5 คน ที่มีวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง



ปรสิตที่พบในปูม้า

ปู ม้าที่เลี้ยงในบ่อดินนั้น ปลอดภัย ไม่มีโรคที่อาจจะนำไปสู่ผู้บริโภคแต่อย่างใด ส่วนปูที่จับจากทะเล ในธรรมชาตินั้น พบว่ามีปรสิตหลายชนิดที่ทำตัวเป็นกาฝาก อิงอาศัยอยู่ภายนอก และภายในตัวปูเจ้าของบ้าน แอบปล้นอาหารและพลังงานที่เจ้าของบ้านได้สร้างสะสมไปใช้ บั่นทอนคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมของปูเจ้าของบ้าน ปรสิตภายนอกที่พบในปูม้าที่สำคัญ ได้แก่ เพรียงหิน เพรียงอ่อน และเพรียงถั่วงอก



เพรียงหิน (Rock banacle)

เพรียง หิน มีรูปร่างกลมคล้ายภูเขาไฟ ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ผิวเปลือกสีเทาอมเขียว มีร่องตื้นๆ ทั่วไป ด้านบนมีช่องเปิดกลมและมีฝาปิด 4 ด้าน จะเปิดออกให้รยางค์ยื่นออกโบกพัดจับอาหารในน้ำ ในบางโอกาสขณะที่ปูม้าซ่อนตัวอยู่ใต้ขอนไม้หรือหลัก อาจจะมีตัวอ่อนของเพรียงหินว่ายน้ำลงเกาะที่กระดอง มีผลให้ปูไม่ลอกคราบในระยะต่อมา เพราะปูขาดความคล่องตัวในการว่ายน้ำ จับเหยื่อหาอาหาร



เพรียงอ่อน (Soft barnacle)

เดิมที ผู้เขียนเรียกเพรียงชนิดนี้ว่า เพรียงถั่วงอก แต่ได้สร้างความสับสนให้แก่นักวิจัยหลายท่าน เพราะหน้าตาของเพรียงชนิดนี้ไม่เหมือนถั่วงอกแต่อย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับ stalked barnacle ที่มีลักษณะคล้ายถั่วงอกมากกว่า ก็คิดว่าชื่อที่เหมาะสมของเพรียงชนิดนี้น่าจะเป็นเพรียงอ่อน ตามชื่อสามัญในภาษาอังกฤษมากกว่า

เพรียงอ่อน เป็นสัตว์ในกลุ่ม Phizocephala วงศ์ Sacculinidae มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีโฮสต์เฉพาะ สำหรับ Sacculina granifera จะเลือกเจ้าของบ้านเฉพาะปูในกลุ่มปูม้า ปูทะเล ปูแสม ปูลาย และปูหิน เท่านั้น

เพรียงอ่อน หลังจากฟักออกจากไข่จะมีรูปร่างลักษณะที่เรียกว่า นอเพลียส มีวิถีชีวิตแบบแพลงตอนสัตว์ทั่วๆ ไป เป็นเอกลักษณ์สำคัญของสัตว์ในชั้นกุ้ง-ปู หลังจากลอกคราบ 4 ครั้ง รูปร่างจะเปลี่ยนเป็นไซพริด เอกลักษณ์สำคัญ ของกุ้ง-ปู Subclass Cirripeidia เป็นระยะที่ต้องหาแหล่งที่เหมาะสมเพื่อลงเกาะ ส่วนใหญ่เพรียงจะเลือกบริเวณเดียวกันกับที่บรรพบุรุษเคยเกาะหรืออาศัยพักพิง มาก่อนทั้งสิ้น อย่างน้อยก็พอเป็นหลักประกันได้ว่าบริเวณนั้นเป็นแหล่งที่ปลอดภัย เช่น ตามท้องเรือ ซากเรือ ต้นแสม ต้นโกงกาง โขดหิน หรือตามเขื่อนริมทะเลในช่วงระดับน้ำขึ้น-น้ำลง เป็นต้น

นอกจากว่า ไม่มีที่ที่จะแทรกตัวลงเกาะได้อีก ก็ต้องจำใจว่ายน้ำไปแสวงหาที่อื่นต่อไป เมื่อพบที่เหมาะสม ไซพริดเพรียงจะกลั่นสารเหนี่ยวคล้ายซีเมนต์จากต่อมซีเมนต์ เพื่อยึดตัวเองให้อยู่กับที่ และสร้างเปลือกแข็งหุ้มตัว เจริญเติบโตแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานต่อไป

เพรียงอ่อน ไม่มีเปลือกคลุมตัว ไม่มีรยางค์หรือข้อปล้อง เมื่อโตเต็มวัยจะมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายฟอง เกาะที่บริเวณจับปิ้งของปู มีรากแตกแขนงฝังลึกลงไปในเนื้อเยื่อ ในประเทศไทยปูที่พบ ได้แก่ ปูทะเล ปูม้า ปูม้าแดง ปูม้าลาย และปูดาว ส่วนใหญ่จะพบในปูม้าลายบริเวณจังหวัดชลบุรี และระยอง ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ส่วนทางฝั่งอันดามันหรือทางฝั่งทะเลตอนใต้ของอ่าวไทยเป็นทะเลเปิดพบน้อยมาก

ตั้งแต่มีการเลี้ยงในบ่อดินมาตั้งแต่ ปี 2547 เท่าที่ทราบยังไม่มีปัญหาในเรื่องการระบาดของเพรียงอ่อน ถ้าพบว่ามีการระบาดของเพรียงอ่อนในบ่อ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือจับปูที่มีเพรียงอ่อนเกาะจากบ่อและทำลายก่อนที่จะแพร่พันธุ์ เพรียงอ่อนจะแพร่พันธุ์ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระยะที่เป็นปรสิตภายนอก ในระยะเต็มวัยและมีไซพริดเพศผู้ฝังอยู่ใน Pouch chamber เท่านั้น ส่วนไซพริดเพศเมียถ้าไม่สามารถหาโฮสต์ที่เหมาะสมได้ก็จะตายภายใน 2 สัปดาห์

ปู ตัวไหนโชคร้าย ถ้าถูกเพรียงอ่อนเกาะ เพรียงอ่อนไม่เพียงแต่แย่งอาหารและพลังงานจากเจ้าของบ้านเท่านั้น แต่ยังเข้าไปควบคุมการทำงานของระบบประสาทของเจ้าของบ้าน ทำให้ระบบฮอร์โมนของเจ้าบ้านที่ตัวเองแอบอาศัยไม่ทำงานอย่างที่ควรจะทำ เช่น ฮอร์โมนที่ควบคุมการลอกคราบ และฮอร์โมนที่ควบคุมการวางไข่ ผลที่เกิดขึ้นกับปูเจ้าของบ้านก็คือ ปูจะไม่ลอกคราบ ถ้าเป็นปูเพศเมีย ปรสิตตัวนี้จะเข้าไปทำลายรังไข่ ทำให้ไข่ฝ่อ หมดประสิทธิภาพโดยปริยาย ถ้าเป็นปูเพศผู้นอกจากปูจะไม่ลอกคราบแล้ว เพรียงอ่อนยังผลิตสารชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเข้าไปควบคุมระบบ ประสาท ทำให้ปูผู้เคราะห์ร้ายนั้น นอกจากเป็นหมันไม่สามารถผลิตน้ำเชื้อเพศผู้ได้แล้ว ยังเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ จับปิ้งที่แคบก็จะขยายกว้างขึ้นคล้ายจับปิ้งของปูเพศเมีย และมีพฤติกรรมแปลกๆ แบบปูเพศเมีย มีการแสดงออกถึงความเป็นปูเพศเมียในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น ขุดทรายแล้วเพ้อฝันทำท่าทางว่าตัวเองกำลังปล่อยไข่ไปตามกระแสน้ำ เป็นต้น



เพรียงถั่วงอก (pedunculate cirriped หรือ stalked barnacle)

เพรียง ชนิดนี้มีชื่อสามัญว่า pedunculate cirriped หรือ stalked barnacle มีวงจรชีวิตคล้ายกับเพรียงหินและเพรียงอ่อน เมื่อนอเพลียสพัฒนาถึงระยะไซพริด ก็จะว่ายน้ำหาที่ลงเกาะ ชนิดที่อาศัยร่วมกับปูวงศ์ปูว่ายน้ำมี 4 ชนิด คือ O. angulata, O. cor, O. california, และ O mulleri (Blomsterberg et al., 2004) เพรียงชนิด O. angulata พบบนเหงือกปู swimming crab (Charybdis callianassa) ในประเทศไทยพบจำนวน 260 ตัว จากทั้งหมด 856 ตัว มี Octlasmis spp. อยู่ในเหงือกปู เป็นเพรียงเต็มวัย ชนิด O. cor, จำนวน 3,670 ตัว ชนิด O. angulata จำนวน 1,758 ตัว และไม่สามารถแยกชนิดได้ ซึ่งเป็นระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ จำนวน 1,014 ตัว ระยะ cyprid จำนวน 168 ตัว และระยะ peduncle ของเพรียงทั้ง 2 ชนิด จำนวน 38 ตัว (Voris et al., 2000)

การเกาะอาศัยอาศัย (symbiont) บนตัวปูของเพรียงถั่วงอก แม้จะใช้เหงือกปูเป็นที่เกาะยึด และใช้ประโยชน์จากปูแค่อาหารที่มากับน้ำผ่านเหงือกของปูก่อนที่ปูจะกลืนลง กระเพาะก็ตาม แต่ก็ได้สร้างปัญหาให้แก่ปูเจ้าของบ้าน ก็คือ เพรียงต้องการพื้นที่เพื่อการเจริญเติบโต และเพิ่มขนาดในช่องกระดองปู และสารเหนียวที่เพรียงสร้างขึ้นเพื่อยึดให้เกาะกับเหงือกปูนั้นได้ ทำให้ปูไม่สามารถดึงเอาแร่ธาตุจากเปลือกเก่าไปใช้ในการสร้างเปลือกใหม่ใน ระยะก่อนลอกคราบได้ ข้อสำคัญสารเหนียวที่เพรียงสร้างขึ้นนั้นได้ไปยึดรอยต่อระหว่างชั้นเปลือก ของคราบเก่าและคราบใหม่ ทำให้การสลัดคราบเก่าของปูมีความลำบาก โดยเฉพาะการแยกออกของคราบทั้งสองชั้นที่บริเวณซี่เหงือก ซึ่งมีความบอบบาง และฉีกขาดง่าย ทำให้ปูที่ถูกพยาธิเกาะตายก่อนลอกคราบ จะพบเพรียงถั่วงอกบนเหงือกปูตัวเมียมากกว่าตัวผู้ (Hudson and Lester, 1994)

ใน ปี 2547 พบเพรียงถั่วงอกระบาดในฟาร์มปูทะเล (ปูเนื้อ) แห่งหนึ่งในช่วงฤดูหนาวที่จังหวัดชลบุรี แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีการระบาดในฟาร์มปูม้าแต่อย่างไร


จุดอ่อน-จุดแข็ง ของปูม้าบ่อดิน

การ เลี้ยงปูม้าในบ่อดินเพิ่งเริ่มต้นใน ปี พ.ศ. 2547 เมื่อเทียบกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่มีระยะการพัฒนายาวนานมากกว่า 50 ปี จึงยังต้องปรับปรุงและแก้ไข เพื่อให้การเลี้ยงปูม้าในบ่อดินมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

ผล ผลิต/หน่วยเนื้อที่ : ผลผลิตปูม้าที่ได้จากบ่อดินในปัจจุบันอยู่ประมาณ 400-500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อรุ่น เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงกุ้งในระยะ 5 ปีแรกของช่วงการพัฒนาของอุตสาหกรรม ซึ่งผลิตกุ้งได้เพียง 300-350 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อรุ่น ก็ยังถือว่าการเลี้ยงปูในบ่อในช่วงแรกของอุตสาหกรรมมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

คุณภาพ ปู : ปูที่ผลิตจากบ่อ แม้รสชาติของเนื้อปูจะไม่แตกต่างกับปูจากทะเลก็ตาม แต่สีสันภายนอกของกระดองปูบางตัว อาจจะไม่สวยเท่าปูที่ได้จากทะเล เพราะถ้าบ่อที่เลี้ยงปูพื้นด้วยลูกรัง ปูที่ผลิตจากบ่อบางตัวจะมีสีสนิมเหล็กจับตามเปลือก เพราะสภาพของน้ำในบ่อ และสีของดินพื้นบ่อ แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพของเนื้อปูแล้ว มีคุณภาพสูงกว่าปูที่จับได้จากทะเล เพราะสามารถกำหนดเวลาจับได้ตามต้องการ

สิ่ง ปนเปื้อน : บ่อที่ใช้เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นบ่อกุ้งร้าง อาจมีสารเคมีตกค้างตามพื้นบ่อ แต่ได้มีการนำปูที่เลี้ยงจากบ่อกุ้งร้างไปวิเคราะห์ พบว่าปูที่เลี้ยงในบ่อกุ้งร้างที่ได้รับการเตรียมบ่ออย่างถูกวิธี ไม่มีสารพิษเจือปนในเนื้อปูแต่อย่างไร การที่แพปูบางแห่งยังใช้เป็นเงื่อนไข ก็เพื่อจะเอาเปรียบผู้เลี้ยงปูในบ่อเท่านั้น จุดอ่อนนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะตลาดปูม้ามีหลากหลาย และมีหลายระดับ ถ้าผู้เลี้ยงปูมีปัญหา ทางสมาคมผลิตอาหารสำเร็จรูปของไทย ยินดีจะช่วยประสานกับโรงงานแปรรูปเนื้อปูกระป๋องที่มีสาขาในพื้นที่เพื่อแก้ ปัญหาในเรื่องตลาดได้

เทคนิคการเลี้ยง : เมื่อพิจารณาการพัฒนาของเทคนิคการเลี้ยง เทคนิคการเลี้ยงปูม้าในบ่อยังไม่พัฒนาเท่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เพราะการเลี้ยงปูในบ่อเพิ่งจะเริ่มใน ปี 2547 อายุของการพัฒนามีเพียงประมาณ 4-5 ปี ในขณะที่กุ้งกุลาดำมีช่วงเวลาพัฒนาระบบการเลี้ยงยาวนานถึง 50-60 ปี เทคนิคการเลี้ยงปูม้าในบ่อดินอยู่ในสภาพเดียวกับการเลี้ยงกุ้ง เมื่อ 40 ปี ที่ผ่านมา คือไม่มีการจัดการบ่อที่ถูกต้อง ขาดระบบการให้อากาศ การจัดการขี้เลนในบ่อ และการสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อ การแก้ปัญหาที่เกิดในระหว่างการเลี้ยงของเกษตรกรที่เลี้ยงปู จึงไม่เนียนเท่ากับการเลี้ยงกุ้ง เทคนิคที่ใช้กับปูม้าส่วนใหญ่ เป็นเทคนิคและประสบการณ์ที่ได้จากการเลี้ยงกุ้งมาปรับแก้ไข เช่น ปูไม่กินอาหาร ปูไม่ลอกคราบ ปูโตช้า แต่เกษตรกรลืมไปว่าพฤติกรรมการดำรงชีวิต การกินอาหารของปูแตกต่างกับกุ้ง เช่น ปูกินอาหารช้ากว่ากุ้ง และเป็นสัตว์สังคม ยึดครองพื้นที่อยู่อาศัย เจริญพันธุ์เร็ว มีนิสัยก้าวร้าวและดุร้ายกว่ากุ้ง ผสมพันธุ์ในบ่อ ในช่วงเวลา 3 เดือน ที่เลี้ยงในบ่อ ปูเพศเมียที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็จะไม่โต จนกว่าน้ำเชื้อไข่ที่ได้รับจากปูเพศผู้จะใช้หมดไป ซึ่งต้องใช้เวลานานประมาณ 2-3 เดือน การที่ปูผสมพันธุ์ในบ่อเร็ว และวางไข่ในบ่อนั้น ไม่ใช่เป็นจุดอ่อนในเชิงวริชศาสตร์ แต่เป็นจุดแข็งของปูม้าในหลายๆ ด้านที่กุ้งกุลาดำ หรือกุ้งแชบ๊วยไม่มี และควรนำความได้เปรียบมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาลูกพันธุ์และสายพันธุ์ที่ นำมาเลี้ยงในระยะยาว เช่น

ลูกพันธุ์ : เกษตรกรสามารถเพาะพันธุ์ปูม้าในบ่อได้เอง ไม่ต้องซื้อหาจากโรงเพาะฟัก เท่ากับเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตได้ประมาณร้อยละ 20 ของต้นทุนการผลิต

สาย พันธุ์ : ปูม้าที่ใช้เลี้ยงในปัจจุบันเป็นปูป่า ยังมีพฤติกรรมและสัญชาตญาณของสัตว์ป่าอยู่ เช่น ก้าวร้าว ยึดครองพื้นที่ ถ้าจะเลี้ยงให้หนาแน่น ในอัตราสูงกว่า 10 ตัว ต่อตารางเมตร และมีอัตรารอดสูง จำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์จากปูป่าให้เป็นปูบ้าน ที่มีนิสัยเชื่อง ไม่ก้าวร้าว สามารถอยู่ร่วมกันได้ในพื้นที่ที่จำกัด ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน สำหรับปูม้าทำได้ง่าย และทำได้เร็วกว่าปูทะเล หรือกุ้งกุลาดำ ปัญหาปูม้าเพศเมียผสมพันธุ์ในบ่อเร็ว โตช้า ก็สามารถแก้ไขได้โดยทยอยจับปูเพศเมียที่มีไข่รากทรายออก เพื่อให้ปูขนาดเล็กมีโอกาสโตเป็นปูขนาดใหญ่ได้ เป็นต้น

วิกฤตศรัทธา : เกษตรกรที่เลี้ยงปูม้าในบ่อดิน ในช่วงปี พ.ศ. 2548-2549 เป็นเกษตรกรที่ประสบความผิดหวังจากการเลี้ยงกุ้ง จึงหันมาเลี้ยงปูแทน ด้วยหวังว่ารายได้ ที่ได้จากการเลี้ยงปูม้าคงจะได้เป็นกอบกำเป็นกำเช่นเดียวกับการผลิตกุ้ง แต่ด้วยความขาดประสบการณ์ด้านเทคนิคการเลี้ยงปูม้าและการบริหารจัดการปูใน บ่อนั้นแตกต่างกับการเลี้ยงกุ้ง ทำให้ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ไร่ละ 1 ตัน หรือมากกว่านั้น เมื่อไม่ได้ผลผลิตตามที่คาดไว้ก็พยายามหาตัวเลือกใหม่ ในช่วง ปี พ.ศ. 2548 ได้มีการนำกุ้งขาวเข้ามาในประเทศไทย ผู้เลี้ยงกุ้งที่หันมาเลี้ยงปูม้าได้กลับเข้าไปสู่ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งอีก ครั้งหนึ่ง ด้วยความหวังว่ากุ้งขาวจะช่วยปลดหนี้สินที่มีอยู่ ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งขาวก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำอย่างที่เคย ประสบมาในช่วงปี พ.ศ. 2540-2545 คือยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งมีหนี้สิน การเลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้าง จึงเป็นตัวเลือกของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2551-2555

การเลี้ยงปูม้าในบ่อดินน่าจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ขึ้น บนฐานของความรู้และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิชาการและเกษตรกรผู้ เลี้ยงปู

บรรจง เทียนส่งรัศมี

15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 449