ผู้เขียน หัวข้อ: “เยาวชนพอดี โรงเรียนพอเพียง” ส่งมอบ โครงการเศรษฐกิจพอเพียงฯ “ประมงเพื่อชุมชน”  (อ่าน 1893 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

chairat

  • บุคคลทั่วไป


การ ทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เป้าหมายหลัก คือ กำไร หากประกอบธุรกิจขาดทุนก็ต้องปิดกิจการ ในทางตรงกันข้ามหากประกอบธุรกิจได้กำไร กิจการรุ่งเรือง เจ้าของธุรกิจก็ได้กำไร  กำไรที่ได้มานั้นก็ขึ้นอยู่ กับเจ้าของเงินว่าจะนำไปใช้อะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจ คือ นำกำไรที่ได้คืนสู่สังคม โดยใช้โครงการต่างๆ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างภาคธุรกิจและสังคม

เช่นเดียวกับบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน ที่สร้างสรรค์โครงการดีๆ อย่างแคมป์สนุกคิดกับชินคอร์ป ปีที่ 9 “เยาวชนพอดี โรงเรียนพอเพียง” ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เยาวชนนักศึกษาได้มีส่วนร่วมกับชุมชน โดยที่นักศึกษาจะต้องสร้างศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่นขึ้น ทั้งนี้จะต้องยึดหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว

อย่าง ที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า สำหรับแคมป์สนุกคิดกับชินคอร์ป ปีนี้จัดขึ้นเป็น ปีที่ 9 โดยมีการทำโครงการตามภาคต่างๆ เริ่มจากภาคเหนือโรงเรียนบ้านป่าเลา จ.ลำพูน โรงเรีนประชาราชวิทยา จ.ลำปาง ภาคใต้ โรงเรียนกาญจนดิษย์ จ.สุราษฏร์ธานี โรงเรียนวัดนางประหลาด จ.ตรัง ภาคกลาง โรงเรียนการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ จ.ฉะเชิงเทรา และดำเนินโครงการสุดท้ายที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงเรียนวัดบ้านบัวยาง จ.อุบลราชธานี และโรงเรียนเมยวดีพิทยาคม จ.ร้อยเอ็ด

โรงเรียนเมยวดีพิทยาคม จ.ร้อยเอ็ด ถือเป็นโรงเรียนท้ายสุดสุดท้ายกับโครงการแคมป์สนุกคิดเยาวชนพอดีโรงเรียนพอเพียง  โรงเรียน เมยวดี ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ต.เมยวดี อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ชุมชนโดยรอบบริเวณโรงเรียนมีประชากรทั้งสิ้น 5,539 คน อาชีพหลัก คือ ทำนา ทำไร่ ทำสวน และหัตถกรรมในครัวเรือน

ในฤดูร้อน เขตพื้นที่อ.เมยวดี จะมีความแห้งแล้ง   ขาดแคลนน้ำทำให้ขาดความชุ่มชื้นอันเป็นหัวใจสำคัญในการหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต  จึงทำให้ขาดความอุดมสมบูรณ์ต่อการเป็นแหล่งผลิตอาหารพืชผักต่างๆที่จำเป็นต่อการเลี้ยงชีพ   ทำให้ชุมชนมีปัญหาเรื่องอาหารตามธรรมชาติที่ผลิตได้เองเพื่อการบริโภคไม่เพียงพอ   ที่พอผลิตได้บ้างก็มีผลผลิตต่ำ

จึงเป็นที่มาของแนวคิดโครงการ “ประมงเพื่อชุมชน” ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สามารถพึ่งพิงตนเองได้ในเรื่องของปัจจัยอาหาร ซึ่งถือเป็น “บันไดขั้นแรกของการผลิตตามระบบเศรษฐกิจพอเพียงฯ” บนพื้นฐานของความขยันหมั่นเพียร  อดออม  อด ทนมีความสมัครสมานสามัคคีเกื้อกูลกันและกันชุมชนในท้องถิ่นโดยอาศัยเงื่อนไข ความรู้และคุณธรรม รวมทั้งสร้างความสมดุลในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอยู่แล้วในชุมชนเป็นพื้นฐานในการริเริ่มโครงการ

การดำเนินโครงการ “ประมงเพื่อชุมชน” โดยกระบวนการคิดร่วมกันของกลุ่มนักศึกษาที่ลงพื้นที่ไปดำเนินกิจกรรมที่ชิน คอร์ปกำหนดไว้ร่วมกับนักเรียนและชาวบ้านโดยยึดอาชีพพื้นฐานของชุมชนที่มี อยู่เดิมแล้ว  แต่ยังขาดหลักการเชิงพัฒนาการและวิธีการที่ดี  เฉพาะอย่างยิ่งวิธีการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ภาระ กิจที่ตัวแทนนักศึกษาจาก 2 สถาบันจะต้องทำในโครงการ คือ 1. การสร้างโรงเรือนครอบบ่อปูนเลี้ยงกบที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการลุกล้ำของคนหากบ 2. สร้างแหล่งอนุบาลพันธุ์สัตว์ที่เป็นอาหารในชุมชน ด้วยการขยายพันธุ์สัตว์น้ำ อาทิ กบ ปลา ในพื้นที่ทดลอง หลังจากนั้นจะนำพันธุ์สัตว์แจกจ่ายให้แก่ชุมชน และเพื่อเป็นการต่อยอดของศูนย์การเรียนรู้ ทางโรงเรียนจะมีการจัดอบรมการเลี้ยงและเพาะพันธุ์สัตว์แก่สมาชิกในชุมชน ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยการทำกิจกรรมทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างจากตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ โรงเรียนเมยวดีพิทยาลัย และชาวบ้านในพื้นที่ ที่ถถึงแม้จะไม่ได้ช่วงลงแรง เพราะเป็นช่วงที่ชาวบ้านอยู่ระหว่างทำนา แต่ก็ส่งอุปการณ์ก่อสร้างมาช่วยสนับสนุน

นาย ระดมพล พลซื่อ อาจารย์ประจำโครงการประมงเพื่อชุมชน โรงเรียนเมยวดี เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากพื้นที่ในอำเภอเมยวดี เป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากตัวจังหวัดมาก อีกทั้งเป็นพื้นที่แห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของอาหาร จึงมีแนวคิดว่าควรจะทำโครงการอะไรซักอย่าง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้านอาหาร จึงได้คิดโครงการประมงเพื่อชุมชนขึ้น

                อาจารย์ ประจำโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามปกติที่โรงเรียนได้บันทึกการเลี้ยงกบให้อยู่ในรายวิชาอยู่แล้ว โดยสอนให้นักเรียนได้รู้จักกับการแปรรูปกบให้เป็นอาหารและแปรรูปเก็บไว้ เมื่อมีผลผลิตเกินการบริโภค ทางโรงเรียนก็จะนำไปจำหน่าย เงินที่ได้จากการจำหน่ายจะนำเข้ากองทุนโรงเรียนเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่ เด็กยากจนต่อไป

                นาย ระดมพล กล่าวต่ออีกว่า โครงการประมงเพื่อชุมชนถือว่ามีส่วนสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราช ดำริตรงแนวคิดและการนำไปปฏิบัติ กล่าวคือ ทางโรงเรียนจะสอนให้นักเรียนตระหนักว่าการจะทำอะไรหรือแม้กระทั่งการเลี้ยง กบเราจะต้องเริ่มจากตัวเองก่อน โดยการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมขนมาผลิตเป็นอาหารไว้บริโภคเสียก่อน แล้วถ้าเหลือก็ค่อยนำไปจำหน่าย

                อาจารย์ ประจำโครงการเน้นว่าเมื่อเราปลูกฝังแนวคิดเช่นนี้ให้กับเด็กนักเรียน นักเรียนก็จะน้ำความรู้เรื่องเลี้ยงกบและแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ ไปบอกต่อกับพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ท้ายที่สุดทุกคนในหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียงจะสามารถนำเอาวัตถุดิบทรัพยากร ใกล้ตัวที่ก่อนนั้นไม่เห็นประโยชน์กลับมาทำใหเกิดประโยชน์  โดยไม่ต้องลงทุนมากหรือไม่ต้องลงทุนเลย  ตรงนี้จะทำให้แก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ทำให้มีความสุขได้เพราะไม่ขาดแคลนอดอยากดังแต่ก่อน  กลับมีเป็นอยู่แบบพออยู่พอกิน และพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                “แรก เริ่มเดิมที ทางโรงเรียนมีบ่อเลี้ยงกบอยู่แล้ว แต่เป็นบ่อปูนโล้น ไม่มีระบบป้องกันการขโมย เมื่อชินคอร์ปฯเข้ามาก็เข้ามาช่วยเรื่องการป้องกันการขโมย โดนสร้างโรงเรือนมาครอบบ่อปูนเลี้ยงกบอีกทีหนึ่ง ซึ่งโรงเรือนนี้เองที่ได้รับความร่วมมือจากตัวแทนนักศึกษาและชาวบ้านเป็น อย่างดี ชาวบ้านจะช่วยเหลือในเรื่องการออกแบบโรงเรือน ส่วนตัวแทนนักศึกษาจาก 2 สถาบัน สนับสนุนเรื่องการลงมือลงแรงก่อสร้างโรงเรือน” นายระดมพล กล่าว

                อาจารย์ ประจำโครงการ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่ได้ดำเนินโครงการประมงเพื่อชุมชนร่วมกับชาวบ้านร่วมกับโรงเรียน แล้ว ทางโรงเรียนจะร่วมกับชุมชนต่อยอดไปสู่ชุมชนอย่างกว้างขวางขึ้นรวมถึงผู้ที่ สนใจโดยการให้ความรู้วิธีการเลี้ยงกบ ทั้งนี้ชาวบ้านก็ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติก่อนว่า ไม่ว่าจะเป็นกบเลี้ยงหรือกบนาก็สามารถรับประทานอร่อยได้เช่นเดียวกัน

                นางสาวประภาวดี  บุตร ผา ตัวแทนนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม กล่าวว่า เหตุผลหลักที่ทางโครงการเลือกเลี้ยงกบเป็นหลัก เพราะกบสามารถเลี้ยงได้ทุกสภาพ และยังขยายพันธุ์ได้ง่าย ในโครงการนอกจากจะเลี้ยงกบแล้วยังเลี้ยงปลายี่สก และปลานิลอีกด้วย ทางโครงการก็ได้นำความรู้ในการเลี้ยงไปเสริมให้ด้วยเมื่อขยายพันธุ์แล้วมี ลูกปลาเราก็จะนำพันธุ์ปลาไปให้ชาวบ้านเพื่อที่ชาวบ้านจะได้เลี้ยงไว้บริโภค

                นาง สาวประภาวดี กล่าวอีกว่า ก่อนหน้าที่จะเข้ามาลงพื้นที่ในโรงเรียนเมยวดีพิทยาลัย ทาง บ.ชินคอร์ปได้อบรมความรู้เกี่ยวกับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเมื่อมาลงพื้นที่ก็ได้ใช้จริงๆ โดยที่ตัวแทนนักศึกษาทุกคนจะต้องมีความอดทนและขยันขันแจ็งต่อสู้กับฝนที่ ตกลงมาอยู่ตลอดเวลา

                “รู้สึกดีใจและสนุกมากที่ได้เข้าร่วมโครงการ สิ่งที่ได้รับเลย คือ ความรู้ในการเลี้ยงกบเลี้ยงปลา  ได้มาสัมผัสความช่วยเหลือเกื้อกูลที่เรียกว่าน้ำใจของคนท้องถิ่น  ในกลุ่มนักศึกษาเอง  ความสามัคคี  ความอดทน  แล้วก็ต้องอยู่อย่างประหยัด  กินง่ายนอนง่ายตามแบบชาวบ้านเราจะต้องมีความสามัคคีและความอดทนร่วมแรงร่วมใจ เพื่อสร้างโครงการประมงเพื่อชุมชนให้สำเร็จจนได้” นางสาวประภาวดี กล่าว

                นางสาวประภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า จะนำความรู้ที่ได้จากโครงการกลับไปเผยแพร่ให้เพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย  ให้ พ่อแม่พี่น้องและชาวบ้านที่บ้านตัวเองเมื่อมีโอกาสได้รับทราบ ทั้งนี้จะนำความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้เรียนจากมหาวิทยาลัยกลับไปพัฒนา อาชีพหลักอย่างทอผ้าให้ดีและทันสมัย โดยการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านการออกแบบลายผ้าและปักผ้า

“จะน้อมนำหลักการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตอย่างจริงจัง  จากที่ได้สัมผัสเชื่อว่าจะทำให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยอย่างมีความสุขไม่ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจยังไงก็ตาม  ถ้าเราเดินตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือไม่โลภ  ไม่ฟุ้งเฟ้อ  ขยัน  อดทน  อดออมอยู่ได้แน่ๆ”นางสาวประภาวดีกล่าวทิ้งท้าย




1 สิงหาคม 2552
http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=53&nid=43332